จ้วนฝ่าหลุน

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

หลี่  หงจื้อ

 


 

         


ลุ่นอวี่

ต้าฝ่า(หลักธรรมใหญ่)คือปัญญาของจ้าวผู้สร้าง  เขาคือแก่นแท้ของการสร้างจักรวาลที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน  มีความหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจนถึงเล็กที่สุด  ในระดับชั้นที่ต่างกันของร่างนภาก็ปรากฏออกมาแตกต่างกัน จากร่างนภาที่เล็กมากที่สุดจนถึงอนุภาคที่มีขนาดเล็กที่สุดที่ปรากฏออกมา  อนุภาคของแต่ละระดับชั้นที่นับไม่ถ้วน  จากเล็กจนถึงใหญ่  จนถึงชั้นผิวที่มนุษย์รู้จัก เช่น อะตอม โมเลกุล กลุ่มดาว กาแล็กซี จนกระทั่งใหญ่ยิ่งขึ้นไปอีก  อนุภาคใหญ่เล็กที่ต่างกันประกอบขึ้นเป็นชีวิตขนาดใหญ่เล็กที่ต่างกัน รวมถึงโลกขนาดใหญ่เล็กที่ต่างกันซึ่งมีอยู่เต็มไปทั่วในจักรวาล  กล่าวสำหรับชีวิตบนร่างแท้ของอนุภาคที่ต่างระดับชั้นกัน  อนุภาคที่ใหญ่กว่าระดับชั้นนี้ก็คือดวงดาวบนท้องฟ้าของพวกเขา  เป็นอย่างนี้ในแต่ละชั้น แต่ละชั้น ซึ่งกล่าวสำหรับชีวิตในระดับชั้นต่างๆ ของจักรวาลแล้วก็ไม่มีที่สิ้นสุด  ต้าฝ่ายังสร้างกาลเวลา มิติ  บรรดาชีวิตชนิดต่างๆ และทุกสิ่งทุกอย่าง  ไม่มีอะไรไม่ครอบคลุม  ไม่มีอะไรตกหล่น  นี่คือคุณสมบัติพิเศษของต้าฝ่า  เจิน ซั่น เหยิ่น (ความจริง ความเมตตา ความอดทน) ที่ปรากฏออกมาเป็นรูปธรรมในระดับชั้นที่ต่างกัน 

มนุษย์ค้นคว้าจักรวาล ลักษณะชีวิต ไม่ว่าจะพัฒนาแค่ไหน  ก็เป็นเพียงการมองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่งเพียงมิติเฉพาะส่วนของจักรวาลระดับชั้นต่ำที่ซึ่งมนุษย์อาศัยอยู่เท่านั้น ในหลายรอบอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ล้วนเคยค้นคว้าดวงดาวอื่น  ต่อให้บินสูงขึ้นไปอีก ไกลออกไปอีก  ก็ออกไปไม่พ้นมิติที่มนุษย์อาศัยอยู่นี้  มนุษย์ก็ไม่อาจรู้ถึงปรากฏการณ์ที่แท้จริงของจักรวาลได้อย่างแท้จริงตราบชั่วนิรันดร์  หากมนุษย์ต้องการเข้าใจความลี้ลับของจักรวาล กาลมิติ ร่างกายมนุษย์ ก็มีเพียงการบำเพ็ญอยู่ในเจิ้งฝ่า (หลักธรรมที่ถูกต้อง)  บรรลุรู้แจ้งอย่างถูกต้อง  ยกระดับชั้นของชีวิต  ในการบำเพ็ญก็สามารถทำให้ยกระดับคุณภาพศีลธรรม  ในการแยกแยะความเมตตากับความชั่วร้าย  ความดีกับความเลวที่แท้จริง  พร้อมกับก้าวออกไปจากระดับชั้นของมนุษย์  จึงจะสามารถมองเห็นได้  จึงจะสามารถสัมผัสถึงจักรวาลที่แท้จริงกับชีวิตที่แท้จริงของระดับชั้นที่ต่างกัน มิติที่ต่างกันได้  

        การค้นคว้าของมนุษย์ก็เพื่อการแข่งขันทางเทคโนโลยี ด้วยข้ออ้างว่าเพื่อเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการดำรงชีวิต  ซึ่งส่วนมากเป็นการปฏิเสธเทพ  โดยพื้นฐานคือละทิ้งศีลธรรมของมนุษย์และการควบคุมตนเอง  ด้วยเหตุนี้อารยธรรมของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในอดีต จึงถูกทำลายทิ้งหลายครั้ง  การค้นคว้าก็เพียงจำกัดอยู่ภายในโลกของวัตถุ  โดยวิธีการคือ เมื่อสิ่งหนึ่งเป็นที่รู้จักแล้วค่อยไปศึกษาวิจัยมัน  แต่สิ่งที่อยู่ในมิติของมนุษย์ที่จับต้องไม่ได้ มองไม่เห็น แต่คงอยู่โดยรูปธรรม  และสามารถสะท้อนออกมายังสังคมมนุษย์เป็นปรากฏการณ์ที่มีอยู่จริงๆ  รวมทั้งจิต ความเชื่อ คำพูดของเทพ ร่องรอยของเทพ  ภายใต้การปฏิเสธเทพ แต่ไหนแต่ไรมา ก็ไม่กล้าไปสัมผัส  

            หากมนุษยชาติสามารถยึดถือศีลธรรมเป็นรากฐาน  ยกระดับความประพฤติของคน ทัศนคติ เช่นนั้นแล้วอารยธรรมของสังคมมนุษย์จึงสามารถยืนยาวได้   ร่องรอยของเทพก็จะปรากฏออกมาใหม่ในสังคมมนุษย์  สังคมมนุษย์ในอดีตก็เคยปรากฏอารยธรรมกึ่งเทพกึ่งคนแล้วหลายครั้ง  ทำให้มนุษยชาติยกระดับและรู้จักชีวิตและจักรวาลอย่างแท้จริง  มนุษยชาติสมควรต้องแสดงความเลื่อมใสศรัทธาและเคารพต่อต้าฝ่าที่ปรากฏออกมาในโลกนี้  นั่นก็จะนำโชคลาภและความรุ่งโรจน์มาสู่คน ชนชาติ และประเทศ  ร่างนภา จักรวาล ชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่าง คือสิ่งที่ต้าฝ่าของจักรวาลก่อตั้งขึ้น  ชีวิตที่หันหลังห่างจากเขา ก็เป็นความเสื่อมอย่างแท้จริง  ชาวโลกที่สามารถสอดคล้องกับเขาได้  นั่นก็คือคนดีที่แท้จริง  ในขณะเดียวกันก็จะนำมาซึ่งบุญวาสนา โชคลาภ ความสุขและอายุยืนยาว  สำหรับผู้บำเพ็ญ หากหล่อหลอมเข้ากับเขา ท่านก็คือผู้ได้ธรรม ----- เทพ

หลี่ หงจื้อ

2015.5.24

 

 


สารบัญ

บทที่ 1                                                                                                                                    1

นำคนไปสู่ระดับสูงอย่างแท้จริง                                                     1

ระดับชั้นที่ต่างกันมีหลักธรรมที่แตกต่างกัน                                  9

ความจริง ความเมตตา ความอดทน (เจิน ซั่น เหยิ่น)
คือมาตรฐานหนึ่งเดียวในการประเมินคนดีและคนเลว
                 15

พลังลมปราณ(ชี่กง)เป็นวัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์                 19

พลังลมปราณ(ชี่กง)คือการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม                           26

ฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)แล้วทำไมไม่สัมฤทธิ์ผล                           30

จุดเด่นของหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)                     44

บทที่ 2                                                                                                                                 55                                               

เรื่องเกี่ยวกับตาทิพย์                                                                  55

ความสามารถพิเศษมองระยะไกล                                                73

ความสามารถหยั่งรู้อดีตและอนาคต                                            76

ไม่อยู่ในธาตุทั้งห้า หลุดพ้นตรีภูมิ                                               84

เรื่องเกี่ยวกับการแสวงหา                                                            91

บทที่ 3                                                                                                                              106                                               

ทุกคนเป็นสานุศิษย์                                                                  106

พลัง(กง)ของสายพุทธกับศาสนาพุทธ                                       108

การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมต้องแน่วแน่หนึ่งเดียว                           115

ความสามารถพิเศษ(กงเหนิง)กับแรงพลัง(กงลี่)                         120

การบำเพ็ญธรรมย้อนกลับและการยืมพลัง(กง)                          122

การสิงร่าง                                                                                 132

ภาษาจักรวาล                                                                           142

อาจารย์ให้อะไรแก่ลูกศิษย์                                                        145

สนามพลังงาน                                                                           156

ผู้ฝึกหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)
จะเผยแพร่พลัง(กง)อย่างไร                                                       158

บทที่ 4                                                                                                                              164                                               

การเสียกับการได้                                                                      164

การแปรผันของกรรม                                                                 167

ยกระดับจิต(ซินซิ่ง)                                                                   182

พิธีกว้านติ่ง                                                                               191

เสวียนกวานเซ่อเว่ย(เสวียนกวานตั้งจุด)                                   196

บทที่ 5                                                                                                                              208                                               

รูปธรรมจักร(ฝ่าหลุน)                                                                208

วิชาพลัง(กง)สายพิสดาร(ฉีเหมิน)                                              212

การฝึกวิชามาร                                                                          215

การบำเพ็ญคู่ชายหญิง                                                              220

บำเพ็ญจิตและชีวิตคู่กัน                                                            223

ธรรมกาย(ฝ่าเซิน)                                                                     225

เบิกเนตร                                                                                   227

วิชาจู้อิ๋วเคอ                                                                              238

บทที่ 6                                                                                                                              240                                               

ธาตุไฟแทรก(โจ๋วหั่วยู่หมอ)                                                      240

ฝึกพลัง(กง)ชักนำมาร                                                               254

มารเกิดจากใจตัวเอง                                                                 265

จิตสำนึกหลักต้องแกร่ง                                                             273

จิตต้องเที่ยงตรง                                                                        274

พลังลมปราณวิทยายุทธ์(หวู่ซู่ชี่กง)                                           284

จิตโอ้อวด                                                                                  292

บทที่ 7                                                                                                                              299                                               

ปัญหาการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต                                                         299

ปัญหาการรับประทานเนื้อสัตว์                                                  306

จิตอิจฉาริษยา                                                                           316

ปัญหาการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ                                                   325

การรักษาโรคในโรงพยาบาลกับการรักษาโรคด้วย
พลังลมปราณ(ชี่กง)                                                                   333

บทที่ 8                                                                                                                              341                                               

การจำศีล(ปี้กู่)                                                                           341

การขโมยลมปราณ(ชี่)                                                               344

เก็บอากาศธาตุ(ไฉ่ชี่)                                                                349

ใครฝึกพลัง(กง)ผู้นั้นได้พลัง(กง)                                                353

วงจรสวรรค์(โจวเทียน)                                                              364

จิตยินดี(ฮวานสี่ซิน)                                                                  379

การสำรวมวาจา                                                                         382

บทที่ 9                                                                                                                              386                                               

พลังลมปราณ(ชี่กง)กับกายบริหาร                                            386

ความนึกคิด                                                                              390

จิตสงบ                                                                                      401

รากฐาน(เกินจี)                                                                          409

การรับรู้  การรู้แจ้ง(อู้)                                                               413

คนที่มีรากฐานยอดเยี่ยม(ต้าเกินชี่)                                           423

                                                                                                                                                                                                         

 


บทที่ 1

นำคนไปสู่ระดับสูงอย่างแท้จริ

            ในขั้นตอนทั้งหมดของการถ่ายทอดเผยแพร่หลักธรรมและพลัง(กง)  ข้าพเจ้ายึดมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคมและผู้ฝึก  ผลที่ได้รับจึงดีและผลสะท้อนที่มีต่อสังคมก็ค่อนข้างดี  ก่อนหน้านี้หลายปีมีอาจารย์ถ่ายทอดวิชาฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)หลายท่าน  สิ่งที่ท่านเหล่านั้นถ่ายทอดอยู่ในระดับรักษาโรคภัยไข้เจ็บเสริมสร้างสุขภาพ  แน่นอน  มิได้หมายความว่าวิชาของอาจารย์ท่านอื่นๆ ไม่ดี  แต่ข้าพเจ้าหมายถึงวิชาระดับสูง  ท่านเหล่านั้นไม่ได้ถ่ายทอดให้  สภาพการณ์ในแวดวงการถ่ายทอดฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)ของจีน  ข้าพเจ้าเข้าใจเป็นอย่างดี  ทุกวันนี้ไม่ว่าจะในประเทศจีนหรือต่างประเทศ  การถ่ายทอดวิชาพลัง(กง)ชั้นสูงที่แท้จริงก็มีข้าพเจ้าเพียงคนเดียวเท่านั้น  การถ่ายทอดวิชาพลัง(กง)ชั้นสูง  ทำไมจึงไม่มีท่านอื่นออกมาเผยแพร่  เพราะว่ามันเกี่ยวโยงถึงปัญหาที่ใหญ่มาก  เกี่ยวโยงถึงความเป็นมาของประวัติศาสตร์อันล้ำลึก  และเกี่ยวโยงกันเป็นวงกว้าง  ปัญหาที่เกี่ยวโยงนั้นก็ล่อแหลมมาก  ไม่ใช่เป็นสิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะสามารถนำมาถ่ายทอดกันได้  เพราะว่ามันเกี่ยวโยงกระทบถึงวิชาพลัง(กง)ของสำนักต่างๆ  โดยเฉพาะพวกเรามีผู้ที่ฝึกฝนวิชาต่างๆ มากมาย  วันนี้เขาเรียนรู้ฝึกพลัง(กง)แบบนี้  พรุ่งนี้ก็หันไปฝึกอีกแบบหนึ่ง  ทำให้ร่างกายของตนเกิดสับสนไปหมด  แน่นอนเขาย่อมบำเพ็ญไม่สำเร็จ  เปรียบเหมือนการเดินทางบนทางสายใหญ่  สายตรง  แต่เขากลับเดินไปบนทางสายย่อย  เขาบำเพ็ญวิชานี้วิชานั้นรบกวน  บำเพ็ญวิชานั้นวิชานี้รบกวน  มีการรบกวนกันอยู่ตลอด  เขาจึงบำเพ็ญไม่สำเร็จ

            สิ่งต่างๆ เหล่านี้เราต้องจัดการให้เหมาะสมถูกต้อง  สิ่งที่ดีก็เก็บรักษาไว้ ที่ไม่ดีก็ละทิ้งไป  หลังจากนี้ไปรับรองได้ว่า  ท่านจะสามารถบำเพ็ญปฏิบัติธรรมได้  แต่ทั้งนี้ต้องเป็นคนที่มาฝึกหลักธรรมใหญ่(ต้าฝ่า)อย่างแท้จริง  หากท่านยังคงมีจิตใจยึดติดกับสิ่งอื่นๆ  มุ่งแต่จะแสวงหาความสามารถพิเศษ(กงเหนิง)  มารักษาโรค  อยากจะมาฟังทฤษฎีหรือแม้กระทั่งมีจุดประสงค์ที่ไม่ดี  คนเหล่านี้ล้วนไม่เหมาะที่จะมาศึกษาฝึกฝน  เพราะว่าข้าพเจ้าได้บอกแล้วว่า  เรื่องนี้มีเพียงข้าพเจ้าถ่ายทอดอยู่คนเดียว  เรื่องอย่างนี้โอกาสมีไม่มาก  ข้าพเจ้าเองก็คงจะไม่เผยแพร่วิชาอยู่อย่างนี้ตลอดไป  ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่า  ท่านทั้งหลายที่ได้มารับฟังการถ่ายทอดหลักธรรมและพลัง(กง)โดยตรงจากข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าคิดว่าจริงๆ แล้ว…… ในวันข้างหน้าท่านก็จะทราบว่า  ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาอันน่าปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง  แน่นอนหากเราจะกล่าวถึงบุญวาสนาแล้ว  พวกเราที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ล้วนมีบุญวาสนาทั้งสิ้น

            การเผยแพร่ถ่ายทอดพลัง(กง)ไปสู่ระดับสูง  พวกเราลองคิดดูปัญหาคืออะไร  ก็คือการช่วยเหลือคนให้หลุดพ้นมิใช่หรือ  คือการช่วยเหลือคนให้หลุดพ้นนั้น  ท่านต้องบำเพ็ญปฏิบัติอย่างจริงจัง  ไม่เป็นเพียงแต่การขจัดโรคภัยไข้เจ็บเสริมสุขภาพ  การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง  ข้อกำหนดเกี่ยวกับจิต(ซินซิ่ง)ของผู้ฝึกจะต้องสูง  พวกเราที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้คือผู้ที่ต้องการมาศึกษาหลักธรรมใหญ่(ต้าฝ่า)  เพราะฉะนั้นท่านที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้จึงต้องถือว่าตนเป็นผู้ฝึกพลัง(กง)อย่างแท้จริง  ท่านจะต้องละทิ้งจิตยึดติด หากท่านมาฝึกพลัง(กง)ศึกษาหลักธรรมใหญ่(ต้าฝ่า)  โดยมีเป้าหมายที่จะใฝ่หาสิ่งต่างๆ ล้ว  ท่านก็จะไม่ได้อะไรเลย  ข้าพเจ้าขอบอกถึงสัจธรรมข้อหนึ่ง  ขั้นตอนของการบำเพ็ญปฏิบัติของคนนั้นก็คือ  ต้องสลัดจิตยึดติดให้หมดสิ้นไปอย่างต่อเนื่อง  คนเราอยู่ในสังคมมนุษย์  ย่อมมีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น  หลอกต้มกันและกัน  เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ  จนถึงกับต้องทำร้ายผู้อื่น  จิตใจเหล่านี้ต้องปล่อยวางทั้งหมด  โดยเฉพาะพวกเราซึ่งฝึกพลัง(กง)ในวันนี้  จิตใจเหล่านี้ยิ่งต้องปล่อยวาง

            ข้าพเจ้าจะไม่พูดถึงการรักษาโรคและพวกเราก็ไม่รับรักษาโรค  แต่ท่านที่ต้องการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง  หากท่านมีร่างกายที่มีโรค  ท่านไม่อาจบำเพ็ญปฏิบัติธรรมได้  ข้าพเจ้าต้องทำการชำระร่างกายของท่าน  การชำระร่างกายจะทำให้เฉพาะผู้ที่มาใฝ่หาฝึกพลัง(กง)จริงๆ  หรือผู้ที่มาใฝ่หาหลักธรรม  เราขอเน้นจุดหนึ่ง  หากท่านไม่สามารถปล่อยวางจิตใจเหล่านั้น  ท่านยังพะวงอยู่กับโรคภัยไข้เจ็ที่มีอยู่  เราจะไม่สามารถทำอะไรเลย  ไม่อาจช่วยอะไรท่านได้เลย  เพราะอะไร  เพราะว่าในจักรวาลของเรามีกฎอยู่ข้อหนึ่ง  เรื่องของคนธรรมดาสามัญ  กล่าวในแง่ของสายพุทธ  ล้วนมีเหตุเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน  มีการเกิดแก่เจ็บตาย  เป็นมนุษย์ก็จะอยู่ในสภาพเช่นนี้  เนื่องจากผู้ที่ทำความชั่วไว้แต่กาลก่อน  ก่อเกิดเป็นกรรมจึงทำให้มีโรคภัยไข้เจ็บหรือทุกข์ภัย  นั่นก็คือการชดใช้กรรมที่สร้างมา  เพราะฉะนั้นไม่มีใครสามารถไปเปลี่ยนแปลงมันตามอําเภอใจ  หากเปลี่ยนแปลงแล้วก็เท่ากับว่าหนี้กรรมที่ติดค้างไม่ต้องคืน  ขณะเดียวกัน  ก็ไม่สามารถที่จะไปทำตามอำเภอใจ  มิฉะนั้นเท่ากับเป็นการทําความชั่ว

            บางคนคิดว่าการช่วยรักษาโรค  ปัเป่าโรคภัยไข้เจ็บให้ผู้อื่นเป็นการทำความดี  แต่ในสายตาของข้าพเจ้า  ล้วนมิได้รักษาโรคภัยไข้เจ็บให้หายขาดจริงๆ  เพียงแต่เคลื่อนย้ายโรค  หรือเปลี่ยนไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง  ไม่ได้ขจัดโรคภัยไข้เจ็บออกไปเลย  การที่จะขจัดไปได้จริงๆ  ก็ต้องลบล้างกรรม  หากสามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดจริงๆ  และลบล้างกรรมได้หมดสิ้น  ผู้ที่สามารถทําได้ถึงจุดนี้ต้องเป็นบุคคลที่มีระดับไม่ต่ำเลย  เขาได้มองเห็นถึงกฎข้อหนึ่ง  นั่นก็คือ  กฎของคนธรรมดาสามัญเป็นสิ่งที่ทำลายกันง่ายๆ ไม่ได้  ในขั้นตอนการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม  ผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมมักจะทำความดีด้วยจิตเมตตา  ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ผู้อื่น  ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้  แต่ก็ไม่สามารถรักษาโรคให้หายขาดได้ทั้งหมด  หากรักษาโรคของคนธรรมดาสามัญให้หายขาดได้จริงๆ  ผู้ที่ไม่บำเพ็ญปฏิบัติธรรมเมื่อเดินออกจากที่นี่โดยปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ  แต่ยังคงทำตัวเป็นคนธรรมดาสามัญ  ยังคงไม่สามารถสลัดความโลภ  การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นของคนธรรมดาสามัญ  จะลบล้างกรรมให้เขาตามใจชอบอย่างง่าย ได้อย่างไร  นี่เป็นสิ่งที่จะยินยอมให้ไม่ได้เด็ดขาด

            แล้วทำไมจึงทำให้กับผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมได้เล่า  เพราะว่าผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมเป็นบุคคลที่มีคุณค่าที่สุด  เขาต้องการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม  เพราะฉะนั้นประกายความคิดนี้  จึงเป็นสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งนัก  ในพุทธศาสนากล่าวถึงจิตพุทธ  หากจิตพุทธปรากฏออกมา  ผู้บรรลุธรรมก็สามารถช่วยเขาได้  ในที่นี้หมายถึงอะไร  หากจะให้ข้าพเจ้าอธิบาย  เพราะข้าพเจ้ากำลังเผยแพร่พลัง(กง)ในระดับชั้นสูง  ซึ่งเกี่ยวโยงถึงกฎในระดับสูง  เกี่ยวโยงถึงปัญหาที่ใหญ่มาก  ในจักรวาลเรานี้  เรามองชีวิตของมนุษย์  มิใช่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์  จุดกำเนิดชีวิตที่แท้จริงของมนุษย์  เกิดขึ้นท่ามกลางจักรวาล  เพราะว่าในจักรวาลนี้มีสสารต่างๆ มากมายที่สามารถก่อกำเนิดชีวิต  สสารเหล่านี้มีการเคลื่อนไหวไปมาจนก่อกำเนิดเป็นสิ่งมีชีวิตขึ้น  นั่นก็คือ  จุดกำเนิดชีวิตของมนุษย์มาจากจักรวาล  มิติจักรวาลโดยแท้จริงแล้วเป็นสิ่งดีงาม  มีคุณสมบัติพิเศษคือ  ความจริง ความเมตตา และความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น)  คนเราเกิดมาก็มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับจักรวาล  แต่เมื่อชีวิตกำเนิดขึ้นมามากๆ  ก็ได้รวมตัวเป็นหมู่คณะสัมพันธ์กันอยู่ในสังคม  ในสังคมมนุษย์บางคนอาจมีความเห็นแก่ตัวขึ้น  จึงค่อยๆ ตกจากระดับชั้นของพวกเขา  เมื่อทำตัวเลวลงอีกก็ตกลงมาอีก  ตกต่ำลงมาทีละชั้น  จนท้ายสุดลงมาอยู่ในระดับชั้นของคนธรรมดาสามัญ

            สังคมมนุษย์ล้วนอยู่ในระดับชั้นเดียวกัน  เมื่อตกต่ำลงมาถึงชั้นนี้แล้ว  มองในแง่ของความสามารถพิเศษ  หรือมองในแง่ของผู้บรรลุธรรม  เดิมทีชีวิตเหล่านี้สมควรที่จะทำลายทิ้งไป  แต่ด้วยเมตตาธรรม  ผู้บรรลุธรรมทั้งหลายจึงให้โอกาสพวกเขาอีกครั้ง  ก่อกำเนิดเป็นสภาพแวดล้อมที่พิเศษ  และมิติที่พิเศษนี้  ชีวิตที่ก่อกำเนิดในมิตินี้จะแตกต่างจากชีวิตที่อยู่ในมิติอื่นๆ ของจักรวาล  ชีวิตที่อยู่ในมิตินี้จะมองไม่เห็นชีวิตในมิติอื่น  มองไม่เห็นความเป็นจริงของจักรวาล  เพราะฉะนั้นคนเหล่านี้เท่ากับได้ตกอยู่ในวังวน  การคิดจะหายจากโรค  ขจัดทุกข์ภัย  ชำระกรรม  คนเหล่านี้จําต้องไปบำเพ็ญปฏิบัติธรรม  กลับไปสู่สภาพเดิมที่แท้จริง  การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในสายต่างๆ ล้วนมองกันเช่นนี้  คนต้องกลับสู่สภาพเดิมที่แท้จริง  จึงจะเป็นจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการเป็นคน  เพราะฉะนั้นเมื่อคนๆ นี้มีความคิดที่จะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมแล้ว  ก็หมายความว่าบุคคลนี้มีจิตพุทธปรากฏออกมา  ความคิดที่ก่อเกิดขึ้นนี้จึงล้ำค่ายิ่งนัก  เพราะว่าเขาผู้นี้มีความคิดที่จะกลับไปสู่สภาพเดิมที่แท้จริง  ต้องการจะกระโดดออกจากระดับชั้นของคนธรรมดาสามัญ

            พวกเราอาจจะเคยได้ยินได้ฟังคำพูดของชาวพุทธที่ว่า  จิตพุทธส่องรัศมีเมื่อใด  กระเทือนไปทั่วทศทิศ  ใครพบเห็นก็จะช่วยเขา  ช่วยเหลือเขาโดยไม่มีเงื่อนไข  สายพุทธช่วยคนโดยไม่มีเงื่อนไข  ไม่มีสิ่งตอบแทน  สามารถช่วยเขาโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ  เพราะฉะนั้นเราสามารถช่วยผู้ฝึกทำอะไรต่ออะไรได้มากมาย  การเป็นคนธรรมดาสามัญ  ต้องการเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ  คิดจะให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บนั้นเป็นไปไม่ได้  บางคนคิดว่า  ขอให้ฉันหายป่วยก่อน  ฉันจึงจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม  การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมต้องไม่มีเงื่อนไขใดๆ  คิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม  ก็ควรลงมือบำเพ็ญปฏิบัติ  แต่การที่ร่างกายยังมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน  บางคนสื่อสัญญาณ(ซิ่นซี)ในร่างกายยุ่งเหยิง  บางคนไม่เคยฝึกพลัง(กง)มาเลย  บางคนฝึกพลัง(กง)มาหลายสิบปี  ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในระดับลมปราณ(ชี่)  ไม่สามารถที่จะบำเพ็ญคืบหน้าไปได้

            จะทำอย่างไรดี  เราจะต้องชำระร่างกายของเขา  ให้เขาสามารถบำเพ็ญปฏิบัติธรรมไปสู่ระดับชั้นสูงยิ่งขึ้น  การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในขั้นพื้นฐาน  มีขั้นตอนที่จะต้องชำระร่างกายของท่านให้สะอาดหมดจด  สิ่งที่ไม่ดีไม่งามในความคิดทั้งหมด  สนามของกรรมรอบๆ ร่างกายและมูลเหตุที่ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง  จะต้องถูกชำระออกไปให้หมด  หากไม่ชำระสะสาง  การนำเอาสภาพร่างกายที่ขุ่นหมองดำมืดและความคิดที่สกปรก  จะบรรลุระดับชั้นสูงในการบำเพ็ญปฏิบัติได้อย่างไร  ในที่นี้เราไม่ฝึกลมปราณ(ชี่)  สิ่งที่อยู่ในระดับพื้นฐานเหล่านี้ไม่จำเป็นที่เราจะต้องไปฝึกกัน  เราจะผลักท่านผ่านขั้นนี้ขึ้นไปและช่วยให้ร่างกายเข้าสู่สภาพที่ไร้โรคภัยไข้เจ็บรบกวน  ขณะเดียวกัน  เราจะใส่สิ่งสําเร็จรูปต่างๆ ที่จําเป็นสำหรับวางรากฐานในระดับพื้นฐานให้แก่ท่าน  เมื่อเป็นเช่นนี้  พวกเราก็จะฝึกพลัง(กง)ในระดับสูงได้เลย

            พูดตามหลักการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมทั่วๆ ไป  พลังลมปราณ(ชี่กง)หากจะแบ่ง  สามารถแบ่งเป็น 3 ระดับชั้น  แต่การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมที่แท้จริง (ไม่รวมการฝึกลมปราณ)  แบ่งเป็น 2 ระดับใหญ่  ระดับแรก  เป็นการบำเพ็ญปฏิบัติหลักธรรมในภพ  อีกระดับหนึ่งเป็นการบำเพ็ญปฏิบัติหลักธรรมนอกภพ  อันว่าหลักธรรมในภพกับหลักธรรมนอกภพ  ต่างจากนอกภพ ในภพ ของทางวัด  นั่นคือสิ่งที่เป็นทฤษฎี ของเราคือการบำเพ็ญปฏิบัติร่างกายคนจนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง  เป็นการเปลี่ยนแปลงในสองระดับชั้นใหญ่  เพราะว่าในขั้นตอนการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในภพ  ร่างกายของคนเรามีการชำระอยู่ตลอดเวลา  ชำระอยู่ตลอดเวลา  เมื่อเราดำเนินไปจนถึงรูปแบบของหลักธรรมสูงสุดในภพ  ร่างกายจะถูกทดแทนด้วยสสารพลังงานสูงอย่างสมบูรณ์  ส่วนการบำเพ็ญปฏิบัติหลักธรรมนอกภพ  โดยหลักก็คือการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในร่างพระพุทธแล้ว  ร่างกายที่ประกอบขึ้นจากสสารพลังงานสูง  จะบังเกิดความสามารถพิเศษขึ้นมาใหม่  เราหมายถึงระดับชั้นใหญ่ 2 ชั้นนี้

            เราเชื่อในเรื่องบุญวาสนา  พวกเราที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้  ข้าพเจ้าสามารถทำสิ่งนี้ให้พวกท่านได้  ขณะนี้ไม่ว่าจะมีสองพันกว่าคน  หลายพันคนหรือมากกว่านั้น  เป็นหมื่นคน  ข้าพเจ้าก็สามารถทำได้  นั่นก็คือไม่จำเป็นต้องให้ท่านฝึกในระดับพื้นฐาน  หลังจากชำระร่างกายให้ท่านแล้ว  ก็จะผลักดันให้ท่านเดินผ่านขั้นนั้นไป  แล้วข้าพเจ้าจะใส่ระบบที่สมบูรณ์แบบสำหรับการบำเพ็ญปฏิบัติแก่ท่าน  ตั้งแต่เริ่มต้นท่านก็บําเพ็ญปฏิบัติธรรมที่ระดับสูง  แต่จะทำให้กับผู้ที่ตั้งใจจะมาบำเพ็ญปฏิบัติธรรมจริงเท่านั้น  มิได้หมายความว่าท่านนั่งอยู่ ณ ที่นี้  ท่านก็คือผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม  แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงทางความคิดอย่างแท้จริง  เราก็จะสามารถทําให้ได้  ไม่เฉพาะแต่สิ่งเหล่านี้  ต่อไปพวกท่านก็จะเข้าใจ  ว่าข้าพเจ้าได้ให้อะไรพวกท่านบ้าง  ณ ที่นี้เราจะไม่พูดถึงการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ  แต่เราจะพูดถึงการปรับร่างกายของท่านผู้ฝึกทั้งหมด  ให้ท่านสามารถฝึกพลัง(กง)  ท่านนำร่างกายที่มีโรคภัยไข้เจ็บมา  ท่านก็ไม่มีทางฝึกให้เกิดพลัง(กง)ได้สำเร็จ  เพราะฉะนั้นท่านก็อย่าได้ขอให้ข้าพเจ้าช่วยรักษาโรค  ข้าพเจ้าไม่ทำในสิ่งเหล่านี้  วัตถุประสงค์ที่ข้าพเจ้าออกมา  ก็เพื่อที่จะช่วยนำพาคนไปสู่ระดับชั้นสูง  นำพาคนไปสู่ระดับชั้นสูงอย่างแท้จริง

ระดับชั้นที่ต่างกันมีหลักธรรมที่แตกต่างกัน

            ที่ผ่านมาอาจารย์ที่สอนวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)ทั้งหลาย  มักแบ่งวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)เป็นชั้นต้น  ชั้นกลางและชั้นสูง  สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงลมปราณ(ชี่) ซึ่งอยู่ในระดับชั้นการฝึกลมปราณ(ชี่)เท่านั้น  แล้วยังมาแบ่งเป็น  ชั้นต้น  ชั้นกลาง  ชั้นสูง  สิ่งซึ่งเป็นวิชาในระดับชั้นสูงจริงๆ  ในสมองของผู้ฝึกวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)ทั้งหลายก็คือความว่างเปล่า  ไม่รู้อะไรเลยแม้แต่น้อย  สิ่งที่เราจะอธิบายต่อไปนี้  ล้วนแล้วแต่เป็นหลักธรรมในระดับสูง  นอกจากนี้  ข้าพเจ้าจะขอเปลี่ยนทัศนะ  ความเข้าใจผิดๆ ของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม  ในการถ่ายทอดวิชาของข้าพเจ้า  จะมีการกล่าวถึงสภาพการณ์ที่ไม่ดีบางอย่างในวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมว่า  เราจะปฏิบัติอย่างไรต่อสิ่งที่ปรากออกมาเหล่านี้  ข้าพเจ้าก็จะอธิบายให้หมด  นอกจากนี้ในการถ่ายทอดพลัง(กง)และหลักธรรมชั้นสูงนั้น  สิ่งที่เกี่ยวโยงและปัญหาที่พบจะค่อนข้างกว้าง  บางสิ่งค่อนข้างล่อแหลม  สิ่งต่างๆ เหล่านี้ข้าพเจ้าก็คิดที่จะพูดออกมา  บางอย่างมาจากมิติอื่นซึ่งรบกวนต่อสังคมมนุษย์ของเรา  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  รบกวนต่อวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม  ข้าพเจ้าก็จะพูดออกมาและช่วยผู้ฝึกแก้ไขให้ลุล่วงไป  ปัญหาเหล่านี้ถ้าไม่แก้ไขให้ลุล่วงไป  ท่านก็ไม่สามารถที่จะฝึกพลัง(กง)ได้  ต้องแก้ไขปัญหาเหล่านี้จากมูลฐาน  เราต้องถือว่าทุกท่านเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมจริง  จึงจะทำเช่นนี้ได้  แน่นอนการเปลี่ยนแปลงความคิดของท่านอย่างฉับพลัน  เป็นสิ่งที่ไม่ง่ายเลย  จากการฟังการบรรยายธรรมต่อจากนี้ไป  ท่านจะค่อยๆ เปลี่ยนความคิดของท่าน  หวังว่าทุกท่านจะสนใจฟัง  ข้าพเจ้าถ่ายทอดพลัง(กง)ต่างจากผู้อื่น  บางท่านถ่ายทอดพลัง(กง)  เพียงอธิบายหลักการของเขาอย่างย่อๆ  จากนั้นก็มีการรับสื่อสัญญาณ(ซิ่นซี)  สอนท่าฝึกหนึ่งชุดก็เป็นอันจบหลักสูตร  พวกเราก็เคยชินกับการถ่ายทอดพลัง(กง)เช่นนี้

            การถ่ายทอดพลัง(กง)จริงๆ  ต้องมีการบรรยายหลักธรรมไปด้วย  ในการบรรยายหลักธรรมสิบคาบนี้  ข้าพเจ้าจะอธิบายหลักธรรมในระดับชั้นสูงให้กับพวกท่านไม่ให้มีอะไรตกหล่น  ท่านจึงจะสามารถบำเพ็ญปฏิบัติได้  มิฉะนั้นก็ไม่มีทางที่จะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม  สิ่งที่คนอื่นถ่ายทอด  ส่วนใหญ่เป็นวิชาระดับการขจัดโรคภัยไข้เจ็บเสริมสร้างสุขภาพ  หากท่านต้องการที่จะบำเพ็ญปฏิบัติไปสู่ระดับชั้นสูง  โดยที่ท่านไม่มีหลักธรรมในระดับชั้นสูงคอยชี้นำ  ท่านก็ไม่อาจบำเพ็ญปฏิบัติธรรมได้  เช่นเดียวกับการที่ท่านศึกษาเล่าเรียน  ท่านนำแบบเรียนชั้นประถมไปเรียนในระดับมหาวิทยาลัย  ท่านก็ยังคงเป็นนักเรียนชั้นประถมอยู่ดีนั่นเอง  บางท่านคิดว่าได้เรียนรู้วิชาพลัง(กง)ต่างๆ มาแล้ว  ได้ฝึกพลัง(กง)แบบต่างๆ  ได้รับประกาศนียบัตรมามากมายก่ายกอง  แต่พลัง(กง)ของเขาก็ไม่อาจขึ้นสู่ระดับชั้นสูง  เขาเข้าใจว่านี่คือสุดยอดและทั้งหมดของพลังลมปราณ(ชี่กง)  แต่ไม่ใช่  นั่นเป็นเพียงสิ่งผิวเผินของวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)  และจัดเป็นของระดับขั้นพื้นฐาน  พลังลมปราณ(ชี่กง)มิได้มีเพียงเท่านี้  มันคือการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม  เป็นวิชากว้างใหญ่และลํ้าลึก  นอกจากนี้ในระดับต่างกัน  ก็มีหลักธรรมที่แตกต่างกัน  ดังนั้นจะไม่เหมือนกับการฝึกลมปราณ(ชี่)ที่เรารู้จัก  ต่อให้ท่านฝึกมามากมายอย่างไรก็ยังคงเหมือนเดิม  ตัวอย่างเช่น  ท่านเรียนแบบเรียนชั้นประถมของอังกฤษแล้ว  แบบเรียนชั้นประถมของสหรัฐอเมริกาแล้ว  แบบเรียนชั้นประถมของญี่ปุ่นแล้ว  แบบเรียนชั้นประถมของจีนท่านก็เรียนแล้ว  แต่ท่านก็ยังเป็นนักเรียนชั้นประถมอยู่ดี  ท่านเรียนวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)ระดับเบื้องต้นยิ่งมาก  กรอกเข้าไปจนเต็ม  กลับเป็นผลเสียแก่ตัวท่าน  ในตัวท่านจะยุ่งเหยิงไปหมด

            ข้าพเจ้ายังจะขอย้ำในอีกปัญหาหนึ่ง  เราบำเพ็ญปฏิบัติธรรม  ต้องมีการถ่ายทอดฝึกพลัง(กง)และบรรยายธรรมด้วย  พระสงฆ์ในวัดบางแห่ง  โดยเฉพาะนิกายฉันจง  อาจมีความคิดอีกรูปแบบหนึ่ง  คือเมื่อทราบว่าจะบรรยายธรรม  เขาก็จะไม่รับฟัง  เพราะเหตุใด  นิกายฉันจงถือว่า  พระธรรมนี้จะมาอธิบายกันไม่ได้  เมื่ออธิบายแล้วก็ไม่ใช่พระธรรม  ไม่มีพระธรรมที่จะอธิบายได้  ต้องรับรู้ด้วยจิตและความเข้าใจของตัวเอง  เพราะฉะนั้นนิกายฉันจงจนถึงทุกวันนี้  ก็ไม่มีการพูดถึงพระธรรม  ตั๊กม้อแห่งนิกายฉันจง  เผยแพร่พระธรรมนี้โดยอาศัยคำพูดขององค์ศากยมุนีที่ตรัสไว้ว่า  พระธรรมไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว  ท่านได้ยึดคำตรัสขององค์ศากยมุนีก่อตั้งนิกายฉันจงขึ้นมา  เราขอบอกว่านิกายนี้ก็คือมุ่งเจาะสู่ทางตัน(มุดเขาวัว)  ทำไมถึงเรียกว่ามุ่งเจาะสู่ทางตัน(มุดเขาวัว)  ตั๊กม้อเจาะลึกในทางสายนี้  แรกเริ่มทีเดียวท่านยังคงรู้สึกว่าหนทางกว้างใหญ่มาก  พอมาถึงประมุขรุ่นสอง  หนทางมันก็เริ่มคับแคบลง  ประมุขรุ่นที่สามยังพอไปได้  แต่พอมาถึงรุ่นที่สี่ก็ชักจะแคบมาก  รุ่นห้าก็ไม่มีหนทางที่จะขยับเขยื้อนอีกเลย  จนถึงประมุขรุ่นหกฮุ่ยเหนิง  ก็ถึงจุดปลายสุดแล้ว  ไม่สามารถเจาะต่อได้อีก  ทุกวันนี้หากท่านไปศึกษานิกายฉันจง  ท่านมีปัญหาอะไรที่อยากถาม  ขออย่าได้ถาม  เมื่อถามไปก็จะโดนไม้ตีหัวคื“ไม้ตักเตือน”  ความหมายก็คือท่านอย่าได้ถาม  จะต้องไปรับรู้(อู้)เอาเอง  ท่านอาจพูดว่า  ผมไม่รู้อะไรจึงได้มาศึกษา  จะรับรู้(อู้)ได้อย่างไร  แล้วท่านกลับใช้ไม้ตีหัว  นี่ก็คือได้มุ่งเจาะสู่ทางตัน(มุดเขาวัว)แล้ว  ไม่มีอะไรจะอธิบายอีก  ตั๊กม้อท่านเองก็พูดไว้ว่า  นิกายฉันจงถ่ายทอดได้เพียง 6 รุ่น  หลังจากนั้นก็ไม่สามารถถ่ายทอดต่อไปได้อีก  เวลาผ่านพ้นไปหลายร้อยปี  จนบัดนี้ก็ยังคงมีผู้ที่ยึดหลักของนิกายฉันจงไว้อย่างเหนียวแน่น  องค์ศากยมุนีทรงตรัสว่า “พระธรรมไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว”  ความหมายที่แท้จริงคืออะไร  องค์ศากยมุนีอยู่ในระดับชั้นพระยูไล  พระภิกษุรุ่นหลังๆ จํานวนมาก ล้วนมิได้รู้แจ้ง(อู้)ถึงระดับชั้นขององค์ศากยมุนี  สภาพจิตในขอบเขตความนึกคิดของพระองค์  ตลอดจนความหมายที่แท้จริงในพระธรรมและคําสั่งสอนของพระองค์  เพราะฉะนั้นคนในรุ่นหลังๆ จะมีคำอธิบาย แบบนั้น แบบนี้  อธิบายกันวุ่นวายไปหมด  โดยมาลงความเห็นว่าพระธรรมไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว  ก็คือท่านพูดไม่ได้  พูดออกมาก็ไม่ใช่พระธรรม  ซึ่งความจริงแล้วมิได้มีความหมายเช่นนี้  หลังจากองค์ศากยมุนีทรงตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์แล้ว  มิใช่ว่าพระองค์จะบรรลุระดับชั้นของพระยูไลในทันที  ตลอดเวลา 49 ปีที่พระองค์ทรงเผยแพร่พระธรรม  ก็ทรงยกระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ทุกครั้งที่พระองค์ยกระดับขึ้นไปอีกระดับชั้นหนึ่ง  หันกลับไปดูพระธรรมที่พระองค์ทรงสั่งสอนไว้ก็แตกต่างไป  เมื่อพระองค์ได้ยกระดับสูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง  พระองค์ก็พบว่าพระธรรมที่พระองค์ทรงสั่งสอนไว้ก็แตกต่างไปอีก  ตลอด 49 ปี  พระองค์ทรงยกระดับสูงขึ้นตลอดเวลา  ทุกครั้งที่พระองค์ทรงยกระดับชั้นสูงขึ้นหนึ่งชั้น  ทรงพบว่าพระธรรมที่ได้สั่งสอนไว้นั้นยังอยู่ในระดับพื้นฐาน  พระองค์ทรงพบว่าพระธรรมในแต่ละระดับชั้น  ก็จะเป็นปรากฏการณ์ของพระธรรมในชั้นนั้นๆ  แต่ละระดับชั้นล้วนมีพระธรรม  แต่มิใช่สัจธรรมที่แท้จริงในจักรวาล  และพระธรรมในระดับยิ่งสูง  ยิ่งใกล้เคียงกับคุณสมบัติพิเศษของจักรวาลมากกว่าพระธรรมในระดับชั้นรองๆ ลงมา  เพราะฉะนั้นพระองค์จึงได้ตรัสว่า  พระธรรมไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว

สุดท้ายองค์ศากยมุนียังตรัสไว้ว่า  ตลอดชีวิตของพระองค์ไม่ได้ทรงสอนพระธรรมอะไรเลย  นิกายฉันจงก็เข้าใจว่าพระธรรมเป็นสิ่งที่อธิบายไม่ได้  บั้นปลายชีวิตขององค์ศากยมุนี  พระองค์ทรงบรรลุถึงระดับชั้นของพระยูไลแล้ว  ทำไมพระองค์ตรัสว่า  พระองค์ไม่ได้สั่งสอนพระธรรมอะไรเลย  แท้ที่จริง  พระองค์ได้ตรัสถึงปัญหาอะไรหรือ  พระองค์ตรัสว่า  พระองค์ได้บรรลุถึงระดับชั้นของพระยูไลแล้ว  พระองค์ก็ยังมองไม่เห็นสัจธรรมสูงสุด  และพระธรรมสูงสุดของจักรวาลว่าคืออะไร  เพราะฉะนั้น  พระองค์จึงขอให้นรุ่นหลัง  อย่าได้ถือเอาคำสอนของพระองค์เป็นสัจธรรมที่แน่นอน  เป็นสัจธรรมที่ไม่เปลี่ยนแปลง  มิฉะนั้นจะเป็นการจำกัดให้ผู้แสวงธรรมอยู่แค่ชั้นของพระยูไลหรือต่ำกว่า  ไม่สามารถบรรลุในชั้นที่สูงขึ้นไปอีก  ผู้คนในภายหลังไม่เข้าใจต่อความหมายที่แท้จริงในคำสอนของพระองค์  คิดว่าพระธรรมพูดออกมาแล้วก็ไม่ใช่พระธรรม  เข้าใจกันเช่นนี้  ความจริงองค์ศากยมุนีท่านตรัสไว้ว่า  พระธรรมแตกต่างกันในแต่ละระดับชั้น  พระธรรมในแต่ละระดับชั้นไม่ใช่สัจธรรมที่แน่นอนของักรวาล  พระธรรมในแต่ละระดับชั้นเป็นเครื่องชี้นำของแต่ละระดับชั้น  แท้จริงแล้วพระองค์ตรัสถึงข้อเท็จจริงอันนี้

ในอดีต  มีผู้แสวงธรรมมากต่อมาก  โดยเฉพาะในนิกายฉันจง  จะเบี่ยงเบนและมีความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนมาตลอด  ไม่มีการสอนชี้นำท่านแล้ว  จะให้ท่านฝึกอย่างไร  บำเพ็ญอย่างไร  ในพุทธศาสนามีนิทานมากมาย  บางคนอาจเคยอ่านมาแล้ว  ในนิทานเล่าว่า  เมื่อขึ้นไปอยู่บนสวรรค์แล้ว  พบว่าแม้กระทั่งพระไตรปิฎก(จินกังจิง)บนสวรรค์  ยังแตกต่างจากพระไตรปิฎก(จินกังจิง)บนภพมนุษย์  ความหมายต่างกัน  ตัวอักษรก็ต่างกัน  ทำไมพระไตรปิฎก(จินกังจิง)บนสวรรค์กับข้างล่างจึงแตกต่างกัน  บางคนก็พูดว่า  คัมภีร์ในแดนสุขาวดี(จี๋เล่อซื่อเจี้ย)เป็นคนละเรื่องกับของข้างล่าง  แท้จริงแล้วไม่เหมือนกันแม้แต่น้อย  ไม่เพียงตัวอักษรแตกต่างกัน  ความหมายก็ไม่เหมือนกัน  มีการเปลี่ยนแปลงไป  ความจริงแล้วก็คือพระธรรมเดียวกัน  เพียงแต่ระดับชั้นต่างกัน  จึงปรากฏรูปแบบให้เห็นในลักษณะที่แตกต่างกัน  ซึ่งจะเป็นเครื่องชี้นำให้เกิดผลที่แตกต่างกันสำหรับผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมในแต่ละระดับชั้น

ทุกท่านคงทราบกันดีว่า  ในพุทธศาสนามีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า  “ท่องแดนสุขาวดี(จี๋เล่อซื่อเจี้ย)ตะวันตก”  กล่าวถึงพระภิกษุรูปหนึ่งนั่งวิปัสสนากรรมฐาน  จิตหลัก(เหวียนเสิน)ออกจากร่างไป  เห็นแดนสุขาวดี(จี๋เล่อซื่อเจี้ย)เป็นเวลา 1 วัน  เมื่อตื่นขึ้นมาเวลาบนโลกมนุษย์ได้ผ่านพ้นไป 6 ปี  เขาได้เห็นอะไรหรือไม่  เขาได้เห็นแล้ว  แต่สิ่งที่เขาพบเห็น  มิใช่ความเป็นจริง  เพราะเหตุใด  เพราะระดับชั้นของเขายังไม่สูงพอ  สิ่งที่เห็นเป็นเพียงปรากการณ์ของพุทธธรรมในระดับชั้นที่เขาควรจะเห็น  เนื่องจากแดนสุขาวดีที่เขาได้เห็นนั้น  ก็คือปรากการณ์ที่ประกอบขึ้นจากพระธรรม  เพราะฉะนั้นเขาจึงยังไม่สามารถเห็นความเป็นจริง  พระธรรมไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัวที่ข้าพเจ้าพูดถึงก็คือความหมายนี้

ความจริง ความเมตตา ความอดทน (เจิน ซั่น เหยิ่น) คือ มาตรฐานหนึ่งเดียวในการประเมินคนดีและคนเลว

ในพุทธศาสนา  มนุษย์ค้นหาว่าอะไรคือพุทธธรรมมาโดยตลอด  บางท่านคิดว่า  พระธรรมที่บรรยายกันในพุทธศาสนานั้นก็คือพุทธธรรมทั้งหมด  ความจริงแล้วไม่ใช่  พระธรรมที่องค์ศากยมุนีทรงสั่งสอน  เป็นเพียงพระธรรมที่เหมาะสำหรับคนในยุคเมื่อ 2,500 ปีก่อน  ซึ่งเป็นคนในระดับชั้นที่อยู่ในขั้นพื้นฐานมากทีเดียว  เป็นมนุษย์ที่เพิ่งวิวัฒนาการจากสังคมดึกดำบรรพ์  ที่มีความนึกคิดแบบเรียบง่าย  พระองค์ตรัสว่า  ในยุคธรรมะปลาย  ก็คือวันนี้  คนเราจะไม่สามารถใช้พระธรรมนั้นบำเพ็ญปฏิบัติธรรมได้แล้ ในยุคธรรมะปลายพระภิกษุสงฆ์ยังยากที่จะบรรลุ  แล้วจะช่วยคนให้บรรลุธรรมได้อย่างไร  องค์ศากยมุนีทรงสั่งสอนพระธรรมตามสภาพแวดล้อมในสมัยนั้น  และไม่ได้ทรงถ่ายทอดพุทธธรรมทั้งหมดในระดับชั้นของพระองค์  การที่จะดำรงไว้ไม่ให้เปลี่ยนแปลงตลอดไปย่อมเป็นไปไม่ได้

สังคมมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงมาตลอด  ความคิดของมนุษย์เรานับวันก็ยิ่งซับซ้อน  ทำให้ยากที่จะบำเพ็ญตามคำสั่งสอนเช่นนั้นต่อไป  พระธรรมในพุทธศาสนา  มิใช่ทั้งหมดของพุทธธรรม  หากเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพุทธธรรมเท่านั้น  ยังมีพระธรรมใหญ่(ต้าฝ่า)ของสายพุทธต่างๆ  ที่ยังคงเผยแพร่กันในหมู่คน  ถ่ายทอดเดี่ยวให้แก่ลูกศิษย์มาตั้งแต่อดีต  ระดับชั้นที่ต่างกันมีพระธรรมที่ต่างกัน  มิติที่ต่างกันมีพระธรรมที่แตกต่างกัน  นี่ล้วนเป็นปรากการณ์ที่แตกต่างกันของพุทธธรรมในแต่ละมิติและแต่ละระดับชั้น  องค์ศากยมุนีทรงตรัสไว้ว่าการบำเพ็ญพุทธมีแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์  ในส่วนของพุทธศาสนา  มีนิกายฉันจง  จิ้งถู่  เทียนไถ  หัวเอี๋ยน  มี่จง  และอื่นๆ รวม 10 กว่านิกาย  ยังไม่สามารถครอบคลุมพุทธธรรมได้ทั้งหมด  องค์ศากยมุนีเอง  ก็ไม่ได้ทรงเผยแพร่สั่งสอนพระธรรมของพระองค์ให้ทั้งหมด  เพียงแต่ทรงสั่งสอนบางส่วนเท่าที่คนในสมัยนั้นจะรับได้

อะไรคือพุทธธรรม  คุณสมบัติพิเศษแท้จริงในจักรวาลคือ  ความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น)  ซึ่งก็คือปรากการณ์สูงสุดของพุทธธรรม  เป็นแก่นแท้ของพุทธธรรม  พุทธธรรมจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปในระดับชั้นที่ต่างกัน  ในแต่ละระดับชั้นก็จะมีหลักธรรมของชั้นนั้นๆ เป็นเครื่องชี้นำในการปฏิบัติ  ระดับชั้นยิ่งต่ำจะปรากฏออกมายิ่งซับซ้อน  ในทุกอณูของอากาศ  ก้อนหิน  ไม้  ดิน  เหล็ก  ร่างกายคน  สสารทุกชนิดล้วนมีคุณสมบัติพิเศษ  ความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น)  ในสมัยโบราณกล่าวว่าทุกสรรพสิ่งในจักรวาลนี้  ประกอบขึ้นด้วยห้าธาตุ  ซึ่งล้วนมีคุณสมบัติพิเศษของความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น)  ผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมเมื่อบรรลุถึงระดับชั้นใด  ก็จะสามารถเข้าใจเพียงพุทธธรรมที่ปรากฏเป็นรูปธรรมในระดับชั้นนั้น  นี่ก็คือมรรคผลและระดับชั้นจากการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม  พูดกันอย่างกว้างๆ  พระธรรมเป็นสิ่งยิ่งใหญ่  เมื่อบรรยายในชั้นที่สูงที่สุด แล้วก็เป็นเรื่องง่าย  เพราะว่าพระธรรมก็มีลักษณะคล้ายรูปปิรามิด  ในชั้นสูงสุดเพียงอักษร 3 ตัวก็สามารถครอบคลุมได้ทั้งหมด  นั่นก็คือ  ความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น)  ไปปรากในแต่ละระดับชั้นก็จะเป็นเรื่องซับซ้อนมาก  ยกตัวอย่างมนุษย์เรา  สายเต๋าเปรียบร่างกายของคนเราเหมือนจักรวาลเล็ก  มนุษย์เรามีเรือนร่างเป็นวัตถุ  แต่ทว่า เรือนร่างที่เป็นวัตถุยังไม่สามารถประกอบขึ้นเป็นมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ยังจะต้องมีอารมณ์  อุปนิสัยดั้งเดิม  คุณลักษณะส่วนตัว  และจิตหลัก(เหวียนเสิน)รวมอยู่ด้วย  จึงจะประกอบเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เป็นเอกเทศ  มีเอกลักษณ์ของตนเอง  ในจักรวาลของเรานี้ก็เช่นกัน  มีระบบทางช้างเผือกและระบบดวงดาวอื่นๆ  มีสิ่งมีชีวิตและน้ำ  สรรพสิ่งในจักรวาล  นอกจากส่วนที่เป็นวัตถุแล้ว  ขณะเดียวกันก็มีคุณสมบัติพิเศษอยู่คือ  ความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น)  ในทุกอนุภาคของวัตถุล้วนมีคุณสมบัติพิเศษนี้  แม้ในอนุภาคที่เล็กมากๆ ก็มีคุณสมบัติพิเศษนี้อยู่

คุณสมบัติพิเศษ ความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น)ชนิดนี้  เป็นมาตรฐานในการวัดความดีความเลวในจักรวาล  อะไรคือดี  อะไรคือเลว  นี่ก็คือสิ่งที่เราใช้เป็นเครื่องวัด  กุศล(เต๋อ)ที่เรากล่าวกันในอดีตก็เช่นกัน  แน่นอนทุกวันนี้มาตรฐานศีลธรรมในสังคมมนุษย์เกิดการเปลี่ยนแปลง  มาตรฐานศีลธรรมได้บิดเบือนไปจากจุดเดิม  ทุกวันนี้หากใครเลียนแบบเหลยฟง  ก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นคนบ้า  แต่ในช่วงทศวรรษ 1950 หรือ 1960  มีใครว่าเขาเป็นคนบ้าเล่า  ที่เราพูดๆ กันเสมอ  ศีลธรรมของมนุษย์เรากำลังเลื่อนไหลลงจากหน้าผาที่ลาดชัน  มาตรฐานศีลธรรมกำลังตกต่ำลงทุกขณะ  สังคมกำลังเสื่อมถอย  เห็นเพียงผลประโยชน์อย่างเดียวเท่านั้น  เพื่อผลระโยชน์ส่วนตัวอันน้อยนิด  ถึงกับต้องทำร้ายผู้อื่น  แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นทุกวิถีทาง  เราลองคิดให้ดี  จะปล่อยให้สังคมเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกได้หรือ  บางคนกำลังทำความผิด  ท่านบอกเขาว่าเขากำลังทำสิ่งที่ไม่ดี  เขายังไม่ยอมเชื่อ  เขาไม่เชื่อว่าเขากำลังทำสิ่งที่ไม่ดี  บางคนยังวัดตัวเองด้วยมาตรฐานศีลธรรมที่ต่ำลง  คิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น  เพราะว่า  มาตรฐานที่จะวัดนั้นเปลี่ยนแปลงไป  ไม่ว่ามาตรฐานศีลธรรมของมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร  แต่คุณสมบัติพิเศษของจักรวาลนี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง  ซึ่งเป็นมาตรฐานหนึ่งเดียวสำหรับประเมินแยกแยะคนดี  คนเลว  เพราะฉะนั้นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมก็จะต้องใช้คุณสมบัติพิเศษของจักรวาลนี้เป็นมาตรฐานคอยควบคุมตัวเอง  จะใช้มาตรฐานของคนธรรมดาสามัญมาควบคุมตัวเองไม่ได้  ท่านจะต้องกลับไปสู่ที่มาดั้งเดิมของท่าน  หากท่านคิดที่จะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมขึ้นไป  ท่านก็จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานนี้  การเป็นคนต้องดำเนินตามคุณสมบัติพิเศษ  ความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น)  อันเป็นคุณสมบัติพิเศษของจักรวาล  จึงจะนับได้ว่าเป็นคนดี  คนที่หันหลังให้กับคุณสมบัติพิเศษก็คือคนเลว  คนเลวที่แท้จริง  ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ทำงานหรือในสังคม  อาจจะมีคนบอกว่าท่านเป็นคนเลว  แต่ใช่ว่าท่านจะเป็นคนเลวจริง  บางคนบอกว่าท่านเป็นคนดี  ก็ไม่แน่ว่าท่านเป็นคนดีจริง  การเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม  หากท่านสามารถหล่อหลอมเข้ากับคุณสมบัติพิเศษนี้ได้  ท่านก็คือผู้บรรลุในธรรม  นี่ก็คือเหตุผลง่ายๆ

สายเต๋าบำเพ็ญปฏิบัติโดยยึดความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น)  เป็นหลักในการปฏิบัติ  แต่เน้นหนักการบำเพ็ญที่ความจริงเป็นหลัก  เพราะฉะนั้นสายเต๋าเน้นการบำเพ็ญตนในการปฏิบัติจริง  พูดจริง  ทำจริง  เป็นคนที่มีแต่ความจริง  กลับคืนสู่ที่มาดั้งเดิมที่แท้จริง  และสุดท้ายบำเพ็ญจนเป็นผู้สําเร็จธรรม(เจินเหยิน)  แต่ก็บำเพ็ญความอดทน  ความเมตตาด้วย  โดยเน้นหนักอยู่ที่การบำเพ็ญตนให้อยู่ในความจริง  สายพุทธเน้นหนักด้านความเมตตาในพระธรรมของความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น)  เพราะว่าการบำเพ็ญตนให้อยู่ในความเมตตาจะบังเกิดเมตตาธรรม  เมื่อเกิดเมตตาธรรมขึ้น  จะเห็นสรรพสัตว์ล้วนตกอยู่ในความทุกข์  ก็จะเกิดปณิธานแรงกล้าที่จะช่วยเหลือสิ่งมีชีวิตทั้งหลายให้หลุดพ้นจากบ่วงกรรม  ความจริง  ความอดทนก็มี  แต่เน้นหนักการบำเพ็ญปฏิบัติที่ความเมตตา  หลักธรรมใหญ่ธรรมจัก(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ของเรายึดมั่นการบำเพ็ญตนในความจริง  ความเมตตา  และความอดทพร้อมกัน  ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดของจักรวาล  พลัง(กง)ที่เราฝึกนั้นยิ่งใหญ่มาก

พลังลมปราณ(ชี่กง)เป็นวัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์

อะไรคือพลังลมปราณ(ชี่กง)  อาจารย์ถ่ายทอดการฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)ต่างได้พูดไว้  และสิ่งที่ข้าพเจ้านำมาถ่ายทอดจะแตกต่างจากอาจารย์ท่านอื่นๆ  อาจารย์ที่สอนวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)ส่วนใหญ่จะพูดถึงพลังลมปราณ(ชี่กง)ที่อยู่ในระดับหนึ่ง  แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าจะพูดเป็นการทำความเข้าใจกับพลังลมปราณ(ชี่กง)ในระดับสูง  ซึ่งจะแตกต่างไปจากสิ่งที่อาจารย์ท่านอื่นๆ เข้าใจโดยสิ้นเชิง  อาจารย์บางท่านพูดไว้ว่า  พลังลมปราณ(ชี่กง)ในจีนมีประวัติมานานกว่า 2,000 ปี  บางท่านก็บอกว่ามีประวัติ 3,000 ปี  บางท่านก็บอกว่า 5,000 ปี  มีประวัติความเป็นมายาวนานพอๆ กับประวัติศาสตร์ของชนชาติจีน  บางท่านก็บอกว่าศึกษาจากวัตถุโบราณทางด้านวัฒนธรรมที่ขุดค้นพบ  มีประวัติมาแล้ว 7,000 ปี  ซึ่งยาวนานกว่าประวัติศาสตร์อารยธรรมของชนชาติจีน  แต่ไม่ว่าจะเข้าใจกันอย่างไร  ก็ไม่เกินเลยไปกว่าประวัติศาสตร์อารยธรรมของมนุษย์มากนัก  ถ้าหากพูดตามทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน  มนุษย์วิวัฒนาการจากพืชน้ำจนเป็นสัตว์น้ำ  จากนั้นก็ใช้ชีวิตบนบก  ต่อมาก็ปีนป่ายขึ้นต้นไม้  ลงมาบนพื้นเป็นมนุษย์วานร  ท้ายที่สุดมีการวิวัฒนาการจนกลายเป็นมนุษย์  มีวัฒนธรรม  และความนึกคิด  หากนํามาคํานวณ  มนุษย์เริ่มมีวิวัฒนาการและอารยธรรมก็ไม่เกิน 10,000 ปี  หากค้นต่อขึ้นไปก่อนหน้านี้แล้ว  การจดบันทึกด้วยปมเชือกก็ยังไม่มี  ยังคงเป็นเพียงการใช้ใบไม้พันกาย  กินเนื้อดิบ  ย้อนหลังขึ้นไปอีกอาจจะจุดไฟก่อไฟก็ยังไม่เป็น  จัดเป็นคนป่า  มนุษย์ดึกดำบรรพ์

แต่ว่าเราก็ได้พบกับปัญหาอย่างหนึ่ง  ในโลกนี้หลายๆ แห่งมีร่องรอยของอารยธรรมเก่าแก่ทิ้งไว้มากมาย  ล้วนแล้วแต่ลํ้าหน้าเกินกว่าประวัติศาสตร์ของอารยธรรมในยุคมนุษย์ปัจจุบัน  ร่องรอยโบราณเหล่านี้  มองในแง่สถาปัตยกรรมแล้ว  เป็นสถาปัตยกรรมชั้นสูงทีเดียว  หากมองในแง่ของศิลปะ  ก็เป็นศิลปะชั้นสูง  เสมือนว่า คนยุคปัจจุบันล้วนลอกเลียนแบบสถาปัตยกรรมของมนุษย์ในสมัยโบราณเหล่านี้  ซึ่งมีคุณค่าน่าชื่นชมมาก  สถาปัตยกรรมโบราณที่ตกทอดลงมานี้  บ้างมีอายุเกินกว่าแสนปี  หลายแสนปี  หลายล้านปี  กระทั่งนับร้อยล้านปี  ทุกคนลองคิดดู  นี่ไม่ใช่เป็นการล้อเล่นกับประวัติศาสตร์ปัจจุบันของเราหรือ  ไม่ได้เป็นการล้อเล่น  เพราะว่ามนุษย์เราได้พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง  และศึกษาตัวเองใหม่ตลอดมา  สังคมจึงได้พัฒนาขึ้นมาในรูปแบบนี้  ความเข้าใจแรกเริ่มใช่ว่าจะถูกต้องทุกประการ

อาจจะมีบางท่านเคยได้ยินและได้ฟังเกี่ยวกับ “วัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์”  หรือเรียกว่า  “อารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์”  เรามาพูดถึงอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ก็แล้วกัน  บนโลกเราทุกวันนี้มีทวีปเอเชีย  ทวีปยุโรป  ทวีปอเมริกาใต้  ทวีปอเมริกาเหนือ  โอเชียเนีย  ทวีปแอฟริกา  และทวีปแอนตาร์กติก  นักธรณีวิทยา  เรียกทวีปเหล่านี้ว่า  “ผืนแผ่นดินใหญ่”  การกำเนิดของผืนแผ่นดินใหญ่จนถึงวันนี้  มีประวัตินานนับหลายสิบล้านปี  กล่าวคือมีผืนแผ่นดินมากมายโผล่ขึ้นจากใต้ทะเล  และมีผืนแผ่นดินมากมายจมลงสู่ใต้ทะเล  เกิดการเปลี่ยนแปลงจนมีลักษณะเช่นทุกวันนี้เป็นเวลานับหลายสิบล้านปี  แต่ใต้ท้องทะเลลึกหลายๆ แห่ง  เราได้ค้นพบสิ่งก่อสร้างโบราณขนาดใหญ่  ประติมากรรมของสิ่งก่อสร้างเหล่านี้สวยงามละเอียดประณีต  มิใช่เป็นฝีมือของมนุษย์ในปัจจุบัน  แน่นอน  สิ่งก่อสร้างเหล่านี้ต้องก่อสร้างขึ้นก่อนที่จะจมลงสู่ใต้ท้องทะเล  แต่เมื่อหลายสิบล้านปีก่อนใครเป็นผู้สร้างอารยธรรมที่รุ่งเรืองเหล่านี้  ในสมัยนั้นพวกเรามนุษย์แม้กระทั่งวานรก็ยังไม่ใช่  จะมีฝีมือถึงระดับสร้างสิ่งที่ต้องอาศัยสติปัญญาระดับสูงเหล่านี้ได้หรือ  ในโลกปัจจุบัน  นักโบราณคดีได้ขุดพบสัตว์ชนิดหนึ่ง  เรียกว่า “ซันเอี้ยฉง” (trilobite)  ซึ่งมีชีวิตอยู่ในระหว่าง 600 ล้านถึง 260 ล้านปีก่อน  หลังจาก 260 ล้านปี  สัตว์ชนิดนี้ก็หายสาบสูญไป  นักวิทยาศาสตร์อเมริกันผู้หนึ่งขุดพบซากฟอสซิลของสัตว์ชนิดนี้  พร้อมกับรอยเท้าที่สวมรองเท้าเหยียบบนฟอสซิลนี้  เห็นรอยเท้าประทับไว้อย่างชัดเจน  นี่ไม่ใช่เป็นการล้อเล่นกับนักประวัติศาสตร์หรือ  ตามทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน  เมื่อก่อน 260 ล้านปีจะมีมนุษย์ได้อย่างไร

ณ พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยแห่งชาติเปรู  ได้เก็บรักษาหินก้อนหนึ่ง  บนหินมีภาพแกะสลักรูปคน  จากการวิเคราะห์ภาพแกะสลักรูปคนนี้พบว่าแกะสลักเมื่อ 3 หมื่นปีก่อน  แต่ภาพมนุษย์แกะสลักนี้สวมเสื้อผ้า  ใส่หมวก  สวมรองเท้า  ในมือถือกล้องส่องทางไกลกำลังดูดาว  มนุษย์เมื่อ 3 หมื่นปีก่อน  จะรู้จักทอผ้าสวมเสื้อผ้าได้อย่างไร  สิ่งที่น่าพิศวงยิ่งก็คือ  เขาถือกล้องดูดาวสำรวจดวงดาว  เพราะฉะนั้นย่อมมีความรู้เรื่องดาราศาสตร์อยู่ไม่น้อย  นับจากที่กาลิเลโอประดิษฐ์กล้องส่องทางไกลมาจนถึงทุกวันนี้  ก็เป็นเวลาเพียง 300 กว่าปีเท่านั้น  ถ้าเช่นนั้นเมื่อ 3 หมื่นปีก่อนใครเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นกล้องส่องทางไกล  ยังมีปริศนาที่ไม่สามารถหาคำอธิบายอีกมากมายนัก  เช่นที่ฝรั่งเศส  แอฟริกาใต้  และเทือกเขาแอลป์  บนผนังหินในถ้ำต่างๆ  มีภาพแกะสลักที่ดูเหมือนจริงมีชีวิตชีวา  ภาพคนที่แกะสลักบนนั้นสวยงามมาก  ยังมีการเคลือบสีที่ผลิตจากแร่ชนิดหนึ่ง  แต่ภาพแกะสลักเหล่านี้ใส่เครื่องแต่งกายเหมือนมนุษย์ในปัจจุบัน  คล้ายๆ ชุดสูทสากล  ใส่กางเกงรัดรูป  บ้างก็ถือสิ่งที่คล้ายกับกล้องยาสูบ  บ้างก็ถือไม้เท้า  สวมหมวก  มนุษย์วานรเมื่อหลายแสนปีก่อน  จะมีหัวศิลปะและฝีมือถึงขนาดนี้เชียวหรือ

พูดไกลออกไปอีกหน่อย  ในทวีปแอฟริกาที่ประเทศสาธารณรัฐกาบอง  ซึ่งมีเหมืองแร่ยูเรเนียม  ประเทศนี้ค่อนข้างล้าหลัง  ตัวเองไม่สามารถสกัดแร่ยูเรเนียมได้  ต้องส่งออกแร่ยูเรเนียมเหล่านี้ให้กับประเทศที่เจริญก้าวหน้า  เมื่อปี .. 1972  ในประเทศฝรั่งเศสมีโรงงานแห่งหนึ่งสั่งแร่ยูเรเนียมชนิดนี้เข้าไป  ผ่านการวิเคราะห์ทางเคมีแล้วพบว่า  แร่ยูเรเนียมเหล่านี้เคยถูกถลุงไปแล้ว  ถูกใช้ไปแล้ว  รู้สึกประหลาดใจ  จึงจัดส่งนักวิทยาศาสตร์ไปพิสูจน์  นักวิทยาศาสตร์ของหลายประเทศไปสำรวจศึกษา  สุดท้ายได้รับการยืนยันว่าเหมืองแร่ยูเรเนียมแห่งนี้เป็นเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดใหญ่  มีการจัดวางเครื่องปฏิกรณ์ไว้อย่างเหมาะสมมาก  ซึ่งมนุษย์เราในสมัยนี้ยังไม่อาจสร้างขึ้นมาได้  แล้วเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดใหญ่แห่งนี้สร้างขึ้นมาเมื่อใด  มันสร้างขึ้นมาเมื่อ 2 พันล้านปีก่อน  หมุนเวียนใช้งานมานาน 5 แสนปี  นี่เป็นตัวเลขที่แทบไม่น่าเชื่อ  หากนำเอาทฤษฎีของดาร์วินมาอ้างอิงก็ไม่สามารถที่จะอธิบายได้  เหตุการณ์ทำนองนี้มีอยู่มากมาย  สิ่งที่วงการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีค้นพบ  มีมากพอที่จะทำให้เราต้องแก้ตำราเรียนในปัจจุบันกันแล้ว  เมื่อทัศนะความคิดเดิมของมนุษย์เราได้ก่อเกิดเป็นวิธีทำงานและวิธีขบคิดปัญหาต่างๆ แล้ว  จึงยากที่จะยอมรับสิ่งแปลกใหม่  ความจริงแม้จะปรากฏต่อหน้าก็ยังไม่กล้าที่จะยอมรับ  จิตสำนึกจะมีการต่อต้านโดยอัตโนมัติ  เนื่องจากอิทธิพลของทัศนะความคิดดั้งเดิม  ปัจจุบันจึงยังไม่มีใครไปจัดการกับสิ่งเหล่านี้อย่างเป็นระบบ  เพราะฉะนั้นความคิดของคนมักจะตามไม่ทันการพัฒนา  เมื่อเราพูดถึงสิ่งเหล่านี้  ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกค้นพบแล้ว  เพียงแต่ไม่มีการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง  แต่ก็จะมีคนกล่าวว่าเป็นเรื่องงมงาย  ยอมรับไม่ได้

มีนักวิทยาศาสตร์ใจกล้ามากมายในต่างประเทศ  ได้ยอมรับอย่างเปิดเผยว่า  มันเป็นวัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์  มันคืออารยธรรมที่เกิดขึ้นก่อนอารยธรรมครั้งนี้  กล่าวคือ  ก่อนอารยธรรมของเราก็มีอารยธรรมดำรงอยู่ก่อนแล้ว  และไม่ใช่เพียงครั้งเดียว  ศึกษาจากวัตถุโบราณทางด้านวัฒนธรรมต่างๆ ที่ขุดค้นพบ  มิใช่เกิดขึ้นในอารยธรรมครั้งเดียวกัน  หรือสมัยเดียวกัน  เพราะฉะนั้นจึงคิดว่าอารยธรรมของมนุษย์เราถูกทำลายดับสูญไปหลายต่อหลายครั้ง  แต่ละครั้งจะมีคนส่วนน้อยเหลือรอดชีวิตมา  ใช้ชีวิตแบบดึกดำบรรพ์  และต่อมาค่อยๆ ขยายเผ่าพันธุ์  เจริญรุ่งเรืองมาเป็นมนุษย์รุ่นใหม่เข้าสู่อารยธรรมรุ่นใหม่อีก  จากนั้นก็ถูกทำลายดับสูญไปอีก  ได้ก่อเกิดมนุษย์รุ่นใหม่ขึ้นอีก  ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามวัฏจักรครั้งแล้วครั้งเล่า  นักฟิสิกส์กล่าวไว้ว่า  การเคลื่อนไหวของวัตถุเป็นไปโดยมีระเบียบแบบแผน  การเปลี่ยนแปลงของจักรวาลก็เช่นกัน  มีกฎเกณฑ์แบบแผนของมัน

การหมุนของโลกเรา  ท่ามกลางจักรวาลอันยิ่งใหญ่  ท่ามกลางการโคจรของทางช้างเผือก  มิได้ดำเนินไปโดยราบรื่น  อาจชนเข้ากับดวงดาวดวงใดดวงหนึ่ง  หรือเกิดปัญหาอื่นๆ  ทำให้เกิดมหันตภัย  ถ้าดูจากมุมมองของความสามารถพิเศษของพวกเรา  มันถูกกำหนดมาเช่นนั้น  ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเคยตรวจข้อมูลอย่างละเอียด  พบว่ามี 81 ครั้งที่มนุษย์ตกอยู่ในสภาพดับสลาย  มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่เหลือรอดชีวิตมาได้  เหลืออารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ตกทอดเข้าสู่ยุคใหม่เพียงเล็กน้อย  แล้วเข้าสู่ยุคถัดมา  และใช้ชีวิตแบบดึกดําบรรพ์  เมื่อมนุษย์ขยายเผ่าพันธุ์เพิ่มจำนวนมากขึ้น  ท้ายที่สุดก็ปรากฏอารยธรรมขึ้น  การหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงทั้ง 81 ครั้งนี้  ข้าพเจ้ายังไม่ได้ตรวจถึงต้นตอ  ชาวจีนกล่าวว่า  เมื่อเวลาเอื้ออำนวย  ภูมิศาสตร์เหมาะสม  คนอยู่เย็นเป็นสุข  การเปลี่ยนแปลงทางปรากฏการณ์บนท้องฟ้า  กาลเวลาที่แตกต่างกัน  มักจะนำพามนุษย์ไปสู่สภาพสังคมที่แตกต่างกัน  ทฤษฎีว่าด้วยการเคลื่อนไหวของวัตถุทางฟิสิกส์  เป็นไปโดยมีระเบียบแบบแผน  การเคลื่อนไหวของจักรวาลก็เช่นเดียวกัน

วัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์ที่กล่าวมาข้างต้น  ต้องการจะบอกกับพวกเราว่า  พลังลมปราณ(ชี่กง)มิใช่สิ่งที่มนุษย์ปัจจุบันเป็นผู้คิดค้นขึ้น  หากเป็นมรดกตกทอดมานานและยาวไกล  เป็นวัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์อย่างหนึ่ง  ในคัมภีร์ก็สามารถค้นพบคำอธิบายบ้าง  องค์ศากยมุนีเคยตรัสไว้ว่า  พระองค์บรรลุได้ธรรมกี่ร้อยล้านกัลป์ก่อนหน้าแล้ว  หนึ่งกัลป์เท่ากับกี่ปี  หนึ่งกัลป์ก็เท่ากับหลายร้อยล้านปี  ตัวเลขจำนวนมหาศาลเช่นนี้  เป็นตัวเลขที่ไม่อาจคาดคิดได้  หากว่าเป็นจริงแล้วไซร้  ก็เท่ากับสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์  และการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ผ่านมา  องค์ศากยมุนียังเคยตรัสไว้ว่า  ก่อนหน้าพระองค์ยังมีพระพุทธอีก 6 องค์  พระองค์ยังทรงมีพระอาจารย์เป็นต้น  ล้วนบรรลุได้ธรรมเป็นกี่ร้อยล้านกัลป์ก่อนหน้า  หากสิ่งเหล่านี้เป็นความจริง  การถ่ายทอดหลักพลัง(กง)ที่แท้จริงในสังคมทุกวันนี้  ก็มีวิธีการบำเพ็ญปฏิบัติกันมาเช่นนี้หรือไม่  หากจะให้ข้าพเจ้าตอบ  แน่นอนจะต้องเป็นเช่นนี้  แต่จะพบได้ไม่มากนัก  ปัจจุบันพลังลมปราณ(ชี่กง)ที่ไม่แท้  พลังลมปราณ(ชี่กง)ปลอม  หรือคนที่มีวิญญาณแปลกปลอมสิงอยู่ในตัว  แต่งตำราออกมาหลอกลวงผู้คน  มีมากกว่าพลังลมปราณ(ชี่กง)ที่แท้จริงหลายเท่า  แท้หรือปลอมยากที่จะแยกแยะ  พลังลมปราณ(ชี่กง)ที่แท้จริงเป็นสิ่งที่แยกแยะและค้นพบไม่ง่ายนัก       

อันที่จริ  ไม่เพียงแต่วิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)เท่านั้น  ที่เป็นวิชาที่สืบทอดมายาวนาน  วิชาการฝึกพลังต่างๆ  เช่น  ไท่จี๋  เหอถู  ลั่วซู  โจวอี้  ปากั้ว  เป็นต้น  ล้วนเป็นสิ่งที่สืบทอดมาจากยุคก่อนประวัติศาสตร์  เพราะฉะนั้นคนเราทุกวันนี้  ไปทำการค้นคว้าวิจัยจากมุมมองของคนธรรมดาสามัญ  จะค้นคว้าวิจัยอย่างไรก็ไม่เข้าใจ  ในระดับชั้นของคนธรรมดาสามัญ  ซึ่งมีมุมมองและระดับความคิดในระดับชั้นของคนธรรมดาสามัญ  ย่อมไม่สามารถที่จะเข้าใจถึงสิ่งต่างๆ  เหล่านี้ได้อย่างถ่องแท้

พลังลมปราณ(ชี่กง)คือการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม

ในเมื่อวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)  มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน  แล้วมีประโยชน์อะไรบ้าง  ข้าพเจ้าขอบอกกับพวกเรา  นี่เป็นการบำเพ็ญปฏิบัติหลักธรรมใหญ่ของสายพุทธ  คือการบำเพ็ญเป็นพุทธ  สายเต๋าเป็นการบำเพ็ญเต๋า  ข้าพเจ้าขอบอกกับพวกเราว่า  คำว่า “พุทธ”  มิใช่การเชื่อที่งมงาย  คำว่า “พุทธ” เป็นภาษาสันสกฤต  เป็นภาษาอินเดียโบราณ  เมื่อเริ่มเผยแพร่สู่ประเทศจีนสมัยนั้น  เป็นอักษร 2 คำ เรียกว่า “พุทโธ(ฝอถัว และก็มีแปลเป็น “ฝูถู”  ถ่ายทอดไปมา  พวกเราชาวจีนจึงย่อให้สั้นๆ เป็นอักษรคำเดียวคือ “พุทธ(ฝอ  แปลเป็นภาษาจีน  หมายความว่าอย่างไร  นั่นก็คือผู้รู้แจ้ง  ผู้ผ่านการบำเพ็ญปฏิบัติจนรู้แจ้งอย่างถ่องแท้  เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องความเชื่อหลงงมงาย

พวกเราลองคิดดู  การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมสามารถก่อเกิดความสามารถพิเศษ  ปัจจุบันในโลกนี้มีความสามารถพิเศษ 6 ประเภทเป็นที่ยอมรับกัน  ไม่เพียงเท่านี้  ข้าพเจ้าจะบอกท่านว่า  ความสามารถพิเศษที่แท้จริงแล้วมีเป็นหมื่นชนิด  เช่น  มีคนนั่งอยู่ตรงนั้นโดยไม่ขยับมือขยับเท้า  ก็สามารถทำในสิ่งที่คนทั่วไปใช้มือหรือเท้ายังทำไม่ได้  สามารถมองเห็นถึงสัจธรรมความจริงในมิติต่างๆ ของจักรวาล  มองเห็นความเป็นจริงของจักรวาล  เห็นในสิ่งซึ่งคนธรรมดาสามัญมองไม่เห็น  นี่ยังไม่ใช่ผู้บำเพ็ญปฏิบัติได้ธรรมหรือ  มิใช่ผู้รู้แจ้งหรือ  จะถือว่าเหมือนคนธรรมดาสามัญหรือ  ยังมิใช่ผู้บำเพ็ญรู้แจ้งแล้วหรือ  เรียกว่าผู้รู้แจ้งไม่ถูกหรือ  แปลเป็นภาษาโบราณของอินเดียก็คือพุทธ  ความจริงก็คือเช่นนี้  พลังลมปราณ(ชี่กง)ก็มีประโยชน์เช่นนี้

เมื่อพูดถึงพลังลมปราณ(ชี่กง)  มีคนกล่าวว่า  ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยจะไปฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)ทําไม  เหมือนกับจะบอกว่า  พลังลมปราณ(ชี่กง)ก็เพื่อรักษาโรค  นั่นเป็นการมองอย่างผิวเผิน  มองอย่างไม่ลึกซึ้ง  จุดนี้ไม่ขอตำหนิพวกเรา  เพราะว่าอาจารย์ที่สอนวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)ทั้งหลาย  ต่างเน้นในเรื่องของการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ  ล้วนพูดเรื่องการขจัดโรคภัยเสริมสร้างสุขภาพ ไม่มีใครพูดถึงเรื่องที่อยู่ในระดับชั้นสูง  มิใช่ว่าวิชาความรู้ของพวกเขาเหล่านี้ไม่ดี  แต่โดยหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาให้ถ่ายทอดเพียงระดับชั้นรักษาโรค เสริมสร้างสุขภาพ  เผยแพร่วิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)ทั่วๆ ไป  มีคนมากมายที่ต้องการจะบำเพ็ญปฏิบัติไปสู่ระดับที่สูงขึ้นไป  มีความคิดความใฝ่ฝันเช่นนี้  แต่บำเพ็ญปฏิบัติไม่ถูกหลัก  ผลปรากฏว่า  พบกับความทุกข์ยากใหญ่หลวงจนเกิดปัญหาต่างๆ มากมา  แน่นอนการถ่ายทอดพลัง(กง)ในระดับชั้นสูงจริงๆ  ย่อมเกี่ยวโยงถึงปัญหาในระดับสูงมาก  เพราะฉะนั้น  เรายึดมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม  ต่อเพื่อนมนุษย์  การถ่ายทอดพลัง(กง)จึงได้ผลลัพธ์ที่ดีมาโดยตลอด  บางสิ่งบางอย่างเป็นของสูง  พูดไปแล้วคล้ายกับเป็นเรื่องงมงาย  แต่เราจะพยายามใช้หลักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันมาอธิบายสิ่งเหล่านี้ให้เข้าใจ

มีบางสิ่งบางอย่างเมื่อเราพูดไป  คนก็จะพูดว่าเป็นเรื่องงมงาย  ทำไมจึงเป็นเช่นนี้  มาตรฐานของพวกเขาก็คือ  สิ่งที่วิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจ  หรือสิ่งที่ตัวเขาเองสัมผัสไม่ได้  เขาเข้าใจว่าไม่มีตัวตน  จึงคิดว่าเป็นเรื่องงมงาย เป็นเรื่องของจิตนิยม ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงทัศนคติ  ทัศนคติเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่  สิ่งที่วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถพิสูจน์  หรือยังพัฒนาไม่ถึงก็กล่าวหาว่าเป็นเรื่องงมงาย  เป็นเรื่องของจิตนิยมหรือ  แล้วตัวเขาเองไม่หลงงมงาย  ไม่มีจิตนิยมเช่นนั้นหรือ  หากยังยึดอยู่กับทัศนคติเช่นนี้  วิทยาศาสตร์จะเจริญก้าวหน้าได้อย่างไร  สังคมมนุษย์ก็ไม่มีทางก้าวไปข้างหน้าได้  การประดิษฐ์คิดค้นในวงการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี  ล้วนเป็นสิ่งที่คนในอดีตไม่มี  หากมองว่าเป็นเรื่องงมงาย  แน่นอนก็ไม่ต้องมีการพัฒนาอะไรอีกต่อไป  พลังลมปราณ(ชี่กง)ไม่ใช่จิตนิยม  มีคนจำนวนมากไม่เข้าใจพลังลมปราณ(ชี่กง)คืออะไร  จึงมักจะคิดว่าพลังลมปราณ(ชี่กง)นั้นเป็นเรื่องของจิตนิยม  ปัจจุบันพลังลมปราณ(ชี่กง)จากร่างกายของอาจารย์ชี่กงนั้น  เราสามารถใช้เครื่องวัดทางวิทยาศาสตร์  วัดได้คลื่นใต้เสียง  คลื่นเหนือเสียง  คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  รังสีอินฟราเรด(ใต้แดง)  รังสีอัลตราไวโอเลต(เหนือม่วง)  รังสีแกมมา  นิวตรอน  อะตอม  โลหะหายาก  เป็นต้น  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นวัตถุธาตุ  สิ่งต่างๆ ล้วนประกอบขึ้นจากวัตถุธาตุมิใช่หรือ  อีกมิติหนึ่งก็ประกอบขึ้นจากวัตถุธาตุมิใช่หรือ  เราจะพูดว่างมงายได้อย่างไร  ในเมื่อการฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)เป็นการบำเพ็ญพุทธ  แน่นอนย่อมพัวพันถึงปัญหาที่ล้ำลึกมากมาย  ล้วนเป็นสิ่งที่เราจะต้องพูด

ในเมื่อการฝึกวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)ถูกนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์นี้  ทำไมเราถึงต้องเรียกว่าพลังลมปราณ(ชี่กง)  จริงๆ แล้วเราไม่เรียกว่าพลังลมปราณ(ชี่กง)  แล้วเรียกว่าอะไรล่ะ  เรียกว่า “การบำเพ็ญปฏิบัติธรรม(ซิวเลี่ยน แน่นอนยังมีการเรียกเป็นรูปธรรมในชื่ออื่นๆ  แต่โดยรวมแล้วเราเรียกกันว่า  การบำเพ็ญปฏิบัติธรรม(ซิวเลี่ยน)  ทำไมเราจึงเรียกว่าพลังลมปราณ(ชี่กง)  เราทราบกันดีว่า  การฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)นั้นได้แพร่หลายในสังคมมานานกว่า 20 ปีแล้ว  เริ่มเป็นที่นิยมกันตั้งแต่กลางยุค “ปฏิวัติวัฒนธรรม”  ขึ้นถึงจุดสุดยอดในยุคปลาย  พวกเราคิดดู  ในสมัยนั้นความคิดเอียงซ้ายจัดกำลังมาแรง  เราจะไม่พูดถึงพลังลมปราณ(ชี่กง)ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์มีชื่อเรียกว่าอะไร  ในขั้นตอนการพัฒนาของมวลมนุษย์ในยุคนี้ ได้ผ่านสังคมศักดินา  เพราะฉะนั้นชื่อจึงมักจะมีสีสันของศักดินาอย่างลึกซึ้งติดมาด้วย  ถ้ามีส่วนเกี่ยวพันกับศาสนา  ชื่อก็มีสีสันอย่างลึกซึ้งทางด้านศาสนาติดอยู่ด้วย  เช่น  “ซิวเต้าต้าฝ่า”  “จินกังฉาน”  “หลัวฮั่นฝ่า”  “ซิวฝอต้าฝ่า”  และวิชา “จิ่วจ้วนจินตานซู่”  ล้วนเป็นเช่นนี้  หากใช้ศัพท์เช่นนี้ในสมัย “ปฏิวัติวัฒนธรรม” เห็นจะแย่  คงถูกรณรงค์วิพากษ์วิจารณ์แน่นอน  ถึงแม้อาจารย์ที่ถ่ายทอดพลังลมปราณ(ชี่กง)มีจุดประสงค์ที่ดีที่จะเผยแพร่วิชานี้อย่างทั่วถึง  เพื่อรักษาโรคและเสริมสร้างสุขภาพให้ปวงชน  และเสริมสร้างคุณภาพที่ดีให้แก่ร่างกาย  ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี  แต่ก็ไม่ได้  ไม่กล้าที่จะใช้ศัพท์เช่นนี้  ด้วยเหตุนี้อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ทั้งหลายที่ต้องการเผยแพร่วิชานี้ให้กว้างขวาง  จึงตัดทอนคัดเอาคำ 2 คำนี้  “ชี่กง”  จากหนังสือตานจิงเต้าจ้างมาใช้  มีบางคนยังทำการศึกษาค้นคว้าคำว่าชี่กงเป็นการใหญ่  ซึ่งจริงๆ ไม่มีอะไรที่ต้องค้นคว้า  ในอดีตเราเรียกว่าการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม(ซิวเลี่ยน)  ส่วนพลังลมปราณ(ชี่กง)นั้น  เป็นเพียงคำศัพท์ที่ตั้งขึ้นใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับความคิดและความเข้าใจของคนยุคนี้เท่านั้นเอง

ฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)แล้วทำไมไม่สัมฤทธิ์ผล

ฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)แล้ว  ทำไมไม่สัมฤทธิ์ผล  มีคนไม่น้อยมีความคิดเช่นนี้  ผมฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)แล้วไม่ได้รับการถ่ายทอดที่แท้จริง  มีอาจารย์คนไหนจะถ่ายทอดวิชาสุดยอดให้ผมได้บ้าง  ถ่ายทอดกระบวนท่าชั้นสูงให้  ก็จะสามารถช่วยให้พลัง(กง)ของผมเพิ่มสูงขึ้น  ปัจจุบันมีคนกว่า 95% ที่มีความคิดเช่นนี้  ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าขัน  ทำไมถึงเป็นเรื่องน่าขัน  เพราะว่าพลังลมปราณ(ชี่กง)มิใช่เทคนิคความสามารถของคนธรรมดาสามัญ  เป็นสิ่งที่เหนือธรรมดา  จึงต้องใช้กฎในระดับสูงมาประเมิน  ข้าพเจ้าขอบอกกับพวกเรา  สาเหตุสำคัญที่ไม่สัมฤทธิ์ผลก็คือ  “การบำเพ็ญ  การปฏิบัติ”  คำ 2 คำนี้  คนส่วนมากเน้นหนักเฉพาะการปฏิบัติ  แต่ไม่เน้นการบำเพ็ญ  ท่านไปแสวงหาจากภายนอกอย่างไรก็ไม่ได้  ท่านในร่างของคนธรรมดาสามัญ  มือของคนธรรมดาสามัญ  ความคิดของคนธรรมดาสามัญ  ท่านก็คิดจะเปลี่ยนแปลงสสารพลังงานสูงเป็นพลัง(กง)ให้สัมฤทธิ์ผล  ให้ทวีเพิ่มมากขึ้น  อะไรจะง่ายปานนั้น  ในสายตาของข้าพเจ้าช่างเป็นเรื่องน่าขัน  เท่ากับไปขอจากภายนอก  เสาะแสวงหาจากภายนอ 

ก็ไม่มีทางจะได้สิ่งที่ค้นหา        

สิ่งเหล่านี้ไม่เหมือนกับเทคนิคความสามารถต่างของคนธรรมดาสามัญ  ท่านเสียเงินสักหน่อย  เรียนรู้เทคนิคเคล็ดลับหน่อย  ก็ได้วิชาความรู้มา  แต่นี่ไม่ใช่อย่างนั้น  มันเป็นสิ่งที่อยู่สูงเกินระดับชั้นของคนธรรมดาสามัญ  เพราะฉะนั้นท่านต้องปฏิบัติตามกฎที่เหนือธรรมดา  จะปฏิบัติอย่างไร  ท่านก็จะต้องหันไปบำเพ็ญจากภายใน  ไม่ใช่ไปเสาะแสวงจากภายนอก  ไม่รู้คนจำนวนเท่าใดที่ไปเสาะแสวงจากภายนอก  วันนี้ขอสิ่งนี้  วันพรุ่งนี้ขอสิ่งนั้น  โดยที่ยังมีจิตยึดติดที่จะแสวงหาความสามารถพิเศษ  มีเป้าหมายต่างๆ นานา  บางคนยังคิดจะเป็นอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)  คิดจะใช้รักษาโรคเพื่อความร่ำรวย  การบำเพ็ญปฏิบัติที่แท้จริง  ก็คือการบำเพ็ญปฏิบัติจิตใจของท่าน  เรียกว่าบำเพ็ญจิต(ซินซิ่ง)  อาทิเช่น  ในความขัดแย้งระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน  ให้ลดอารมณ์ทั้งเจ็ดกามคุณทั้งหก  ลดกิเลสตัณหาให้เบาบางลงบ้าง  หากท่านยังคิดแก่งแย่งเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว  แล้วหวังจะให้สัมฤทธิ์ผลในการมีพลัง(กง)เพิ่มขึ้น  อะไรจะง่ายปานนั้น  ท่านก็ไม่ต่างจากคนธรรมดาสามัญทั่วไป  แล้ท่านจะมีพลัง(กง)เพิ่มขึ้นในการฝึกได้อย่างไร  เพราะฉะนั้นต้องเน้นหนักการบำเพ็ญจิต(ซินซิ่ง)  พลัง(กง)ของท่านจึงจะสูงขึ้น  และยกระดับชั้นสูงขึ้นมาได้

จิต(ซินซิ่ง)คืออะไร  จิต(ซินซิ่ง)รวมไปถึงกุศล(กุศลคือสสารชนิดหนึ่ง)  รวมถึงความอดทน  การรู้แจ้งด้วยตนเอง(อู้)  การเสียสละ  สละกิเลสและจิตยึดติดทุกประเภทของคนธรรมดาสามัญ  ยังต้องสามารถทนต่อความทุกข์ยากต่างๆ รวมถึงสิ่งต่างๆ ในหลายๆ ด้าน  จิต(ซินซิ่ง)ของคนเราต้องพัฒนาขึ้นมาทุกๆ ด้าน  เช่นนี้ก็สามารถทำให้ท่านยกระดับขึ้นมาได้อย่างแท้จริง  นี่เป็นประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่จะพัฒนาพลัง(กง)ให้สูงขึ้น

มีคนคิดว่า  ท่านพูดถึงปัญหาจิต(ซินซิ่ง)  นี่คือสิ่งที่อยู่ในภาวะสำนึก  เป็นเรื่องของระดับความคิดของคน  กับการฝึกพลัง(กง)ของเราเป็นคนละเรื่องกัน  ทำไมจะไม่ใช่เรื่องเดียวกัน  ในด้านความนึกคิดในหมู่ปัญญาชนของพวกเราที่ผ่านๆ มายังคงถกเถียงกันว่า  วัตถุเป็นอันดับหนึ่งหรือจิตใจเป็นอันดับหนึ่ง  มีการถกเถียงปัญหานี้มาโดยตลอด  ความจริงแล้วข้าพเจ้าขอบอกกับพวกเรา  วัตถุกับจิตใจเป็นสิ่งเดียวกัน  ในการค้นคว้าวิจัยสรีระของมนุษย์  นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันเชื่อว่า  ความนึกคิดที่ส่งออกมาจากสมองก็คือสสาร  ถ้าเช่นนั้น  มันก็เป็นสิ่งที่มีสสารคงอยู่  มันไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในจิตใจของคนหรือ  มันไม่ใช่เป็นสิ่งเดียวกันหรือ  เช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าพูดถึงเรื่องจักรวาล  มีวัตถุธาตุคงอยู่  ขณะเดียวกันก็มีคุณสมบัติพิเศษของมันคงอยู่ด้วย  คุณสมบัติพิเศษของจักรวาลคือความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น)  คนธรรมดาสามัญมักจะไม่รู้สึกถึงการคงอยู่ของคุณสมบัตินี้  เพราะว่าคนธรรมดาสามัญล้วนอยู่บนระดับชั้นนี้  เมื่อท่านหลุดพ้นจากระดับชั้นของคนธรรมดาสามัญแล้ว  ก็จะสามารถสัมผัส  สัมผัสได้อย่างไร  วัตถุธาตุใดๆ ในจักรวาล  รวมทั้งวัตถุธาตุที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วจักรวาลนั้น  ล้วนเป็นจิตวิญญาณ  มีความนึกคิด  ล้วนเป็นลักษณะของการคงอยู่ของหลักธรรมของจักรวาลในระดับชั้นที่แตกต่างกัน  ถ้าเขาไม่ให้ท่านขึ้นไป  ท่านคิดจะยกระดับให้สูงขึ้น  ก็ยกระดับขึ้นไม่ได้  มันไม่ยอมให้ท่านขึ้นไป  ทำไมจึงไม่ให้ท่านขึ้นไป  เพราะว่าจิต(ซินซิ่ง)ของท่านยังไม่ได้พัฒนาขึ้นไป  แต่ละระดับชั้นมีมาตรฐานที่ต่างกัน  ท่านคิดจะพัฒนาให้สูงขึ้น  ท่านจะต้องละทิ้งความคิดที่ไม่ดี  และโยนสิ่งสกปรกทั้งหลายของท่านทิ้งไป  หล่อหลอมให้เข้ากับมาตรฐานในชั้นนั้น  ท่านจึงจะสามารถขึ้นไปได้

เมื่อจิต(ซินซิ่ง)ของท่านยกระดับสูงขึ้น  ร่างกายของท่านก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง  จิต(ซินซิ่ง)ของท่านยกระดับสูงขึ้น  รับรองได้ว่าวัตถุธาตุภายในร่างกายของท่านจะเกิดการเปลี่ยนแปลง  เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร  สิ่งไม่ดีไม่ามต่างๆ ที่ท่านมุ่งแสวงหาและยึดติด  ท่านจะสลัดทิ้งไปได้  ยกตัวอย่างเช่น  มีขวดที่บรรจุสิ่งสกปรกอยู่จนเต็มขวดใบหนึ่ง  ท่านปิดฝาให้แน่นแล้วโยนลงในน้ำ  ก็จะจมถึงก้นบึ้ง  หากท่านเทสิ่งสกปรกที่อยู่ในขวดออกมายิ่งมาก  มันก็จะลอยยิ่งสูงขึ้นมา  เมื่อท่านเทออกหมดก็จะลอยขึ้นมาทั้งหมด  ในขั้นตอนของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของเรา  ก็คือเราต้องสลัดสิ่งที่ไม่ดีไม่งามต่างๆ ในร่างกายออกไป  จึงจะสามารถทำให้ท่านยกระดับชั้นขึ้นไปได้  คุณสมบัติพิเศษของจักรวาลนี้ก็จะบังเกิดผลเช่นนี้  หากท่านไม่บำเพ็ญปฏิบัติจิต(ซินซิ่ง)ของท่าน  มาตรฐานศีลธรรมของท่านไม่ยกระดับสูงขึ้น  ไม่ขจัดความคิดที่ไม่ดี  สสารที่ไม่ดีออกไป  เขาก็ไม่ให้ท่านยกระดับสูงขึ้นได้  ท่านจะพูดได้อย่างไรว่ามันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน  พูดกันเล่นๆ  หากคนยังมีอารมณ์ทั้งเจ็ดกามคุณทั้งหก  แล้วให้เขาสำเร็จเป็นพระพุทธ  พวกเราลองคิดดูว่าเป็นไปได้หรือ  คนผู้นี้ดีไม่ดีพอเห็นพระโพธิสัตว์รูปองค์งดงาม  ก็จะมีความคิดอกุศลขึ้นมา  หรือหากไม่สลัดจิตอิจฉาริษยาออกไป  ก็จะเกิดความขัดแย้งกับพระพุทธขึ้นได้  เราจะปล่อยให้เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นได้หรือ  เมื่อเป็นเช่นนี้จะทำอย่างไร  ท่านจะต้องขจัดความคิดที่ไม่ดีไม่งามของคนธรรมดาสามัญออกให้หมด  ท่านจึงจะสามารถยกระดับสูงขึ้นได้

กล่าวคือ ท่านจะต้องให้ความสำคัญต่อการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมทางจิต(ซินซิ่ง) โดยยึดการบำเพ็ญปฏิบัติตามคุณสมบัติพิเศษของจักรวาล ความจริง ความเมตตา  ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น)  ตัดกิเลสของคนธรรมดาสามัญ  จิตใจที่ไม่ดี  ความคิดที่ไม่ดีออกให้หมด  ระดับความคิดยกสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย  สิ่งไม่ดีต่างๆ ในตัวเราก็ถูกสลัดทิ้งออกไปบ้าง  ขณะเดียวกันท่านจะต้องยอมอดทนกับความทุกข์ยากลำบาก  รับโทษบ้าง  เพื่อจะได้ชำระกรรมของตนออกไปบางส่วน  ท่านก็จะสามารถยกระดับสูงขึ้นได้สักเล็กน้อย  นั่นก็คือ  แรงบังคับของคุณสมบัติพิเศษแห่งจักรวาลต่อท่านจะไม่มากเท่าเดิม  การบำเพ็ญตนอยู่ที่ตัวเอง  พลัง(กง)อยู่ที่อาจารย์  อาจารย์ท่านให้พลัง(กง)ที่สามารถเพิ่มพลังและทวีขึ้นได้  พลัง(กง)นี้ก็จะบังเกิดผล  ก็จะสามารถช่วยผันแปรกุศลซึ่งเป็นสสารที่อยู่ภายนอกร่างกายของท่านเป็นพลัง(กง)  เมื่อท่านยกระดับสูงขึ้น  บำเพ็ญปฏิบัติสูงขึ้นต่อไปอย่างต่อเนื่อง  เสาหลักพลัง(กง)ของท่านจะสูงตามขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง  การเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม  ท่านจะต้องบำเพ็ญปฏิบัติธรรมท่ามกลางสภาพแวดล้อมของคนธรรมดาสามัญ  ฝึกฝนตนเอง  ค่อยๆ ละทิ้งจิตยึดติด  และลดละกิเลสทั้งมวลออกไปให้หมด  สิ่งที่มนุษย์เราคิดว่าเป็นสิ่งดีงาม  ถ้ามองในระดับสูงมักจะไม่ดี  เพราะฉะนั้นสิ่งที่คนเราคิดว่าดี  ได้ผลประโยชน์ยิ่งมากมีความเป็นอยู่ยิ่งดีในสังคมมนุษย์  ในสายตาของท่านผู้รู้แจ้งแล้ว  บุคคลผู้นี้จะยิ่งไม่ดี  ไม่ดีอย่างไร  เขายิ่งได้มาก  ยิ่งทำร้ายผู้อื่น  ได้ในสิ่งที่ไม่ควรได้  เขายิ่งยึดมั่นในชื่อเสียงผลประโยชน์  เขาจะยิ่งสูญเสียกุศล  หากท่านคิดจะมีพลัง(กง)สูงขึ้น  ท่านไม่เน้นการบำเพ็ญปฏิบัติจิต(ซินซิ่ง)  พลัง(กง)ของท่านก็จะสูงขึ้นไปไม่ได้

ในแวดวงผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมกล่าวกันว่า  จิตหลัก(เหวียนเสิน)ของคนไม่มีวันดับสูญ  แต่ก่อนเมื่อพูดถึงเรื่องจิตหลัก(เหวียนเสิน)  อาจมีคนพูดว่าเป็นเรื่องงมงาย  เราทราบกันดีว่า  ทางฟิสิกส์วิจัยกันว่าร่างกายมนุษย์เราประกอบขึ้นด้วย  โมเลกุล  โปรตอน  อิเล็กตรอน  มีการวิจัยค้นคว้าไปจนถึงขั้นควาร์ก  นิวทริโน  ถึงจุดนี้กล้องจุลทรรศน์ส่องก็มองไม่เห็นแล้ว  แต่ก็ห่างไกลจากต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิตและต้นกำเนิดของสสารอีกมากมายนัก  พวกเราเข้าใจแล้วว่าการแตกตัวของนิวเคลียสอะตอม  จะต้องมีพลังงานไปกระทบ  และต้องมีความร้อนที่มากพอจึงจะทำให้เกิดปฏิกิริยา และเกิดการแตกตัวออกได้  เมื่อมนุษย์สิ้นชีวิต  นิวเคลียสอะตอมในร่างกายจะตายไปง่ายๆ ได้อย่างไร  ฉะนั้นเราพบว่าเมื่อคนเราตายไป  ในมิติที่เราอยู่นี้  มีเพียงส่วนประกอบที่ใหญ่ที่สุดคือโมเลกุลที่หลุดออกไป  ในมิติอื่นร่างกายนี้ไม่ได้ถูกทำลายไป  เราลองคิดดู  หากเรามองร่างกายของเราด้วยกล้องจุลทรรศน์จะเห็นอะไร  ร่างกายของคนเราเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา  ท่านนั่งนิ่งไม่ขยับ  แต่ร่างกายก็ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา  โมเลกุลของเซลล์เคลื่อนไหวอยู่  ร่างกายของเรานั้นกระจัดกระจาย  เหมือนประกอบขึ้นด้วยเม็ดทรายมากมาย  ร่างกายของเราภายใต้กล้องจุลทรรศน์จะเห็นเป็นเช่นนี้  แตกต่างจากที่เรามองดูด้วยตาอย่างสิ้นเชิง  ทั้งนี้เพราะว่าดวงตาคู่นี้ของคนสามารถสร้างภาพลวงตาหลอนกับท่าน  ไม่ให้ท่านมองเห็นสิ่งที่เป็นจริงเหล่านี้  เมื่อตาทิพย์เปิดแล้ว  ก็สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ขยายใหญ่ขึ้น  ซึ่งเป็นความสามารถดั้งเดิมของคน  แต่ปัจจุบันเรียกว่าความสามารถพิเศษ  หากท่านคิดจะมีความสามารถพิเศษ  ก็จะต้องกลับคืนสู่สภาพดั้งเดิมที่แท้จริง  บำเพ็ญกลับไป

เรามาพูดถึงกุศล  ความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรมคืออะไร  หากเราวิเคราะห์แยกแยะ  ก็จะพบว่าคนเรานั้นล้วนมีร่างหนึ่งร่างอยู่ในมิติที่มากมายเหล่านั้น  ดูองค์ประกอบของร่างกายเราในปัจจุบัน  ส่วนที่ใหญ่ที่สุดก็คือเซลล์  นี่คือเนื้อหนังมังสาของคน  ถ้าหากท่านเข้าไปถึงชั้นระหว่างเซลล์กับโมเลกุล  ระหว่างโมเลกุลกับโมเลกุล  ท่านก็จะเกิดความรู้สึกถึงการเข้าไปสู่อีกมิติหนึ่ง  ลักษณะรูปแบบการคงอยู่ของร่างกายเป็นอย่างไร  แน่นอนท่านจะใช้ความคิดในมิตินี้ไปทำความเข้าใจไม่ได้  ร่างกายของท่านต้องหล่อหลอมให้เข้ากับรูปแบบการคงอยู่ในมิตินั้น  ในอีกมิติหนึ่งร่างกายของเราสามารถขยายใหญ่และหดเล็กได้  เมื่อนั้นท่านจะพบว่าเป็นมิติที่กว้างใหญ่ไพศาล  นี่ก็คือรูปแบบง่ายๆ ที่คงอยู่ในอีกมิติหนึ่งที่เราหมายถึง  ซึ่งจะมีมิติอื่นคงอยู่ในเวลาและที่เดียวกัน  ในมิติอื่นซึ่งมีอยู่มากมายคนเราล้วนมีร่างที่กำหนดพิเศษอยู่หนึ่งร่างในแต่ละมิตินั้น  หนึ่งในมิติที่กำหนดพิเศษนั้น  รอบๆ ร่างกายจะมีสนามๆ หนึ่ง  สนามอะไร  สนามนี้ก็คือที่เราเรียกว่ากุศล  กุศลคือสสารสีขาวชนิดหนึ่ง  ไม่เหมือนสิ่งที่พวกเราเข้าใจกันในอดีตว่าเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับจิต  หรือภาวะสำนึกของคน  แต่มันคงอยู่ในรูปของสสารทั้งสิ้น  เพราะฉะนั้นในสมัยก่อนผู้ใหญ่พูดถึงการสร้างบุญกุศล  หรือการสูญเสียบุญกุศล  ช่างเป็นคำพูดที่ถูกต้องนัก  กุศลนี้จะอยู่รอบๆ ร่างกายคน  ก่อเกิดเป็นสนามหนึ่ง  สมัยก่อนอาจารย์สายเต๋าจะเสาะหาลูกศิษย์  ไม่ใช่ลูกศิษย์เสาะหาอาจารย์  ความหมายคืออะไร  อาจารย์จะดูว่าลูกศิษย์ผู้นี้สะสมกุศลมามากหรือน้อย  มีกุศลมากเขาก็จะบำเพ็ญได้ง่าย  มีไม่มากเขาก็จะบำเพ็ญได้ยาก  พลัง(กง)ของเขาก็จะสูงขึ้นได้ยาก

ในเวลาเดียวกัน  ยังมีสสารสีดำอีกชนิดหนึ่ง  พวกเราจะเรียกว่ากรรม  ในพุทธศาสนาเรียกว่าอกุศลกรรม  สสารสีขาวกับสีดำ  สสารทั้งสองชนิดนี้จะคงอยู่ในเวลาเดียวกัน  สสารทั้ง 2 ชนิดนี้มีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างไร  กุศลนั้นเป็นสสารที่เราได้มาจากการทนต่อความทุกข์ยากลำบาก  แบกรับความกระทบกระเทือน  และทำความดี  แต่สสารสีดำนี้เกิดขึ้นจากการที่เราทำความชั่ว  ทำเรื่องที่ไม่ดีไม่งาม  รังแกผู้อื่น  ก็จะได้มาซึ่งสสารสีดำนี้  ทุกวันนี้ไม่เพียงเห็นแต่ความโลภ  บางคนทำแต่สิ่งไม่ดีเพียงเพื่อเงิน  อะไรที่ชั่วร้ายก็ทำ  ฆ่าคนตัดชีวิต  ใช้เงินซื้อชีวิต  รักร่วมเพศ  เสพยาเสพติด  เป็นต้น  เรื่องอะไรก็มีทั้งนั้น  เวลาที่คนเราทำในสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม  ก็จะสูญเสียกุศล  สูญเสียอย่างไร  เช่นเมื่อเวลาด่าผู้อื่น  เขารู้สึกว่าได้เปรียบผู้อื่น ได้ระบายความโกรธแค้น  ในจักรวาลนี้มีกฎอยู่ข้อหนึ่งว่า  ผู้ไม่สูญเสียก็จะไม่ได้  เมื่อได้ก็ต้องสูญเสีย  ท่านไม่ยอมสูญเสียก็จะบังคับให้ท่านเสีย  ใครเป็นผู้ทำให้เกิดผลเช่นนี้  ก็คือคุณสมบัติพิเศษของจักรวาลทำให้บังเกิดผลเช่นนี้ขึ้น  เพราะฉะนั้นท่านคิดจะเอาแต่ได้อย่างเดียวไม่ได้  ทำอย่างไรดีเล่า  เมื่อเขาด่าว่าผู้อื่น  รังแกผู้อื่น  เขาก็โยนกุศลให้ผู้อื่น  ฝ่ายตรงกันข้ามจัดเป็นฝ่ายที่ถูกปรักปรำ  เป็นฝ่ายสูญเสีย  เป็นฝ่ายรับความเจ็บปวด  เพราะฉะนั้นจึงต้องชดใช้ให้เขา  เขาด่าว่าอีกฝ่ายหนึ่ง  เมื่อเขาด่าทอ  กุศลหนึ่งส่วนก็ลอยจากมิติสนามของเขาไปพอกพูนให้กับคนนั้น  เขาด่าทอยิ่งหนัก  กุศลก็ยิ่งจะไปพอกพูนให้คนเขายิ่งมาก  ตีคนรังแกผู้อื่นก็เช่นกัน  เขาต่อยผู้อื่นหนึ่งหมัด  เตะหนึ่งที  คนผู้นี้ตีคนเขาหนักเพียงใด  กุศลที่โยนข้ามไปก็มากเท่านั้น  คนธรรมดาสามัญมองไม่เห็นกฎข้อนี้  เวลาถูกเขารังแก  เขาก็ทนไม่ไหว  ท่านต่อยฉัน  ฉันก็ต่อยกลับไป  ผลักเอากุศลกลับคืนไป  ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ไม่เสีย  เขาอาจจะคิดว่า  ท่านต่อยมาหนึ่งหมัด  ฉันจะโต้กลับไปสองหมัด  ไม่เช่นนั้นไม่หายเจ็บใจ  เมื่อเขาโต้กลับมากกว่าหนึ่งหมัด  เท่ากับยกกุศลในตัวเองไปเพิ่มให้ฝ่ายตรงข้ามหนึ่งส่วน

ทำไมเราถึงให้ความสำคัญต่อกุศลนี้ยิ่งนั  การผันแปรของกุศลนี้มีส่วนสัมพันธ์กันอย่างไร  ในทางศาสนากล่าวกันว่า  เมื่อมีกุศลหากชาตินี้ไม่ได้  ชาติหน้าจะได้  เขาจะได้อะไร  เขามีกุศลมากอาจจะได้เป็นขุนนางใหญ่ ร่ำรวยมั่งมี  คิดอยากได้อะไรก็จะได้ ก็คือใช้กุศลนี้แลกมา  ในศาสนายังได้กล่าวไว้ว่า  หากบุคคลผู้นี้ไม่มีกุศล  เขาก็จะตายทั้งกายและจิต  จิตหลัก(เหวียนเสิน)ของเขาจะถูกทำลาย  หลังจากเสียชีวิตแล้วเขาจะดับสลายจนหมดสิ้น  ไม่มีอะไรหลงเหลือ  ในวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมพวกเราพูดกันว่า  กุศลสามารถผันแปรเป็นพลัง(กง)ได้โดยตรง

เรามาพูดกันถึงการผันแปรกุศลเป็นพลัง(กง)ได้อย่างไร  ในวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมมีคำกล่าวอยู่คำหนึ่งว่า  “การบำเพ็ญปฏิบัติอยู่ที่ตัวเอง  พลัง(กง)อยู่ที่อาจารย์”  แต่มีบางคนเห็นว่า  ตั้งกระทะก่อเตา  เก็บตัวยามาเคี่ยวเป็นยาอายุวัฒนะ(ตาน)  เคลื่อนไหวความนึกคิด  เขารู้สึกว่าเป็นสิ่งสำคัญ  ข้าพเจ้าจะบอกกับท่านว่าไม่สำคัญเลย  ท่านคิดมากแล้วก็คือจิตยึดติด  ท่านย้ำคิดมากๆ เท่ากับยึดติดต่อการแสวงหามิใช่หรือ  การปฏิบัติบำเพ็ญอยู่ที่ตัวเอง  พลัง(กง)อยู่ที่อาจารย์  ขอให้ท่านมีความปรารถนาเช่นนี้ก็พอแล้ว ผู้ที่กระทำเรื่องนี้ให้คืออาจารย์  ท่านไม่สามารถทำด้วยตัวเอง  ร่างกายของคนธรรมดาสามัญเช่นท่าน  จะผันแปรสสารพลังงานสูงให้เป็นร่างของชีวิตชั้นสูงได้หรือ  เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้  พูดไปแล้วก็เป็นเรื่องน่าขบขัน  กระบวนการผันแปรของร่างกายมนุษย์ในมิติอื่นเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ลึกล้ำซับซ้อนอย่างมาก  สิ่งเหล่านี้ท่านไม่สามารถทำได้

อาจารย์จะให้อะไรแก่ท่าน  จะให้พลัง(กง)ที่จะช่วยให้พลัง(กง)ของท่านเพิ่มขึ้นได้  เพราะว่ากุศลอยู่ภายนอกร่างกายของคน  พลัง(กง)ที่แท้จริงของคนเกิดจากกุศล  ระดับชั้นของคนจะสูงตํ่าและมีพลัง(กง)มากน้อยเพียงใด  กุศลจะเป็นตัวกำหนด  อาจารย์จะผันแปรกุศลของท่านเป็นพลัง(กง)  หมุนเป็นเกลียวสว่านขึ้นสู่เบื้องบน  พลัง(กง)ซึ่งเป็นตัวกำหนดที่แท้จริงของชั้นสูงต่ำของคนนั้นจะเติบโตอยู่ภายนอกร่างกาย  พลัง(กง)ที่หมุนเป็นเกลียวสว่านขึ้นไปถึงศีรษะ  ท้ายสุดก็จะก่อเกิดเป็นเสาหลักพลัง(กง)  พลัง(กง)ของบุคคลผู้นี้มีพื้นฐานสูงต่ำเพียงใด  ก็จะดูจากเสาหลักพลัง(กง)ของเขาผู้นี้ว่าสูงเพียงใด  นี่ก็คือระดับชั้นของเขา  พุทธศาสนาเรียกว่ามรรคผล  บางคนเมื่อนั่งสมาธิ  จิตหลัก(เหวียนเสิน)สามารถออกจากร่าง  ทันทีทันใดเขาก็ลอยสูงขึ้นไป สูงขึ้นไป  สูงจนไม่สามารถที่จะขึ้นต่อไปได้อีก  ไม่กล้าขึ้นไปอีก  เขานั่งเสาหลักพลัง(กง)ของตัวเองขึ้นไป  เขาสามารถขึ้นไปได้สูงแค่นั้น  เพราะว่าเสาหลักพลัง(กง)ของเขามีความสูงแค่นั้น  ถ้าสูงกว่านั้นเขาก็ไม่สามารถขึ้นไปได้อีก  นี่ก็คือมรรคผลที่กล่าวกันในพุทธศาสนา

การวัดระดับจิต(ซินซิ่ง)ว่าสูงเพียงใด  ยังมีมาตรวัดอีกอันหนึ่ง  มาตรวัดและเสาหลักพลัง(กง)ไม่อยู่ในมิติเดียวกัน  แต่คงอยู่ในเวลาเดียวกัน  เมื่อท่านพัฒนาจิต(ซินซิ่ง)ขึ้นมา  เช่นในสังคมมนุษย์  มีคนมาด่าท่าน  ท่านไม่ได้ตอบโต้  โดยที่จิตของท่านสงบ  มีคนต่อยท่านหนึ่งหมัด  ท่านก็เงียบ  ยิ้มแล้วก็ผ่านไป  จิต(ซินซิ่ง)ของคนๆ นี้ก็สูงมากแล้ว  หากท่านเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม  สิ่งที่ท่านจะได้คืออะไร  ท่านมิได้พลัง(กง)หรอกหรือ  จิต(ซินซิ่ง)ของท่านสูงขึ้นแล้ว  พลัง(กง)ของท่านก็จะสูงตามไปด้วย  จิต(ซินซิ่ง)สูงเท่าใดพลัง(กง)สูงเพียงนั้น  นี่คือสัจธรรมที่แท้จริง  ที่ผ่านมาไม่ว่าเขาจะฝึกพลัง(กง)ในสวนสาธารณะก็ดี  ที่บ้านก็ดี  ฝึกด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ  ด้วยความศรัทธา  ฝึกได้ดี  แต่เมื่อเขาก้าวออกนอกประตูก็มิใช่ผู้บำเพ็ญแล้ว  ทำตามอำเภอใจ  แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นเพื่อลาภเพื่อยศในหมู่คนธรรมดาสามัญ  แล้วพลัง(กง)ของเขาจะสูงขึ้นได้อย่างไร  แน่นอนไม่มีทาง  โรคภัยของเขาก็ไม่มีทางหายด้วยเหตุผลเดียวกัน  ทำไมบางคนฝึกพลัง(กง)มาเป็นเวลานานก็ยังไม่สามารถหายจากโรคภัย  นั่นก็เป็นเพราะว่าพลังลมปราณ(ชี่กง)คือการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม  เป็นสิ่งที่เหนือธรรมดา  ไม่ใช่เป็นการออกกำลังกายของคนธรรมดาสามัญ  จะต้องเน้นการบำเพ็ญจิต(ซินซิ่ง)  จึงจะหายจากโรค  หรือมีพลัง(กง)สูงขึ้นได้

บางท่านคิดว่าตั้งกระทะก่อเตา  เก็บตัวยาเคี่ยวยาอายุวัฒนะ(ตาน)  ข้าใจว่ายาอายุวัฒนะ(ตาน)นี้ก็คือพลัง(กง)  แท้จริงไม่ใช่  ส่วนตานที่จะกล่าวนี้เป็นตานที่เก็บสะสมพลังงานได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่พลังงานทั้งหมด  ตานคืออะไร  เราทราบกันดีว่า  เรายังมีสิ่งที่เกี่ยวกับการบำเพ็ญชีวิตอีกส่วนหนึ่ง  ร่างกายยังจะมีพลังความสามารถพิเศษออกมาอีก  อีกทั้งมีศาสตร์ต่างๆ อีกมากมาย  สิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกปิดกั้นเอาไว้  ไม่ให้ท่านนำออกมาใช้ มีความสามารถพิเศษมากมายนับหมื่นชนิดทันทีที่ก่อเกิดก็จะถูกปิดกั้น  ทำไมจึงไม่ให้นำออกมาใช้ จุดประสงค์ก็คือไม่ต้องการให้ท่านนำไปใช้ก่อเรื่องต่างๆ ตามอำเภอใจในสังคมมนุษย์  ไม่ให้ไปรบกวนสังคมมนุษย์ตามอำเภอใจ  และก็ไม่ต้องการให้ท่านแสดงอิทธิฤทธิ์ในสังคมมนุษย์อย่างง่ายๆ  เพราะว่าจะเป็นการทำลายสภาพของสังคมมนุษย์  มีหลายคนต้องรับรู้(อู้)ด้วยตนเองจากการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม  หากแสดงความสามารถพิเศษออกมาให้เห็นทั้งหมด  ผู้คนเห็นว่าเป็นของจริง  ก็จะพากันมาบำเพ็ญธรรม  คนที่ประพฤติชั่วร้ายหรือสร้างแต่ความเลวก็พากันมาบำเพ็ญ  ทำเช่นนี้ไม่ได้  ไม่อนุญาตให้ท่านไปโอ้อวดเช่นนั้นได้  ท่านยังอาจทำผิดได้ง่าย  เพราะว่าท่านยังมองไม่เห็นถึงความสัมพันธ์ของเหตุและผล  มองไม่เห็นธาตุแท้ของมัน  ท่านคิดว่าเป็นเรื่องดี  แต่อาจเป็นการทำเรื่องไม่ดีก็เป็นได้  เพราะฉะนั้นจึงไม่ให้ท่านนำมาใช้  เพราะว่าเมื่อท่านกระทำความผิด  ระดับชั้นก็จะตกลงมา  บำเพ็ญเสียเวลาเปล่า  เพราะฉะนั้นความสามารถพิเศษจํานวนมากจึงต้องปิดกั้นไว้  จะทำอย่างไร  เมื่อถึงวันที่เปิดพลัง(กง)  เปิดการรู้แจ้ง(อู้)  ตานก็คือลูกระเบิดที่จะระเบิดเปิดความสามารถพิเศษทั้งหมด  ส่วนที่ถูกปิดกั้นทั้งหมดของร่างกายและทวารทุกจุดจะถูกระเบิดออกมาทั้งหมด  “ปัง” เสียงดังสนั่น  ทั้งหมดจะถูกระเบิดออก  ตานก็คือเพื่อการนี้  พระสงฆ์เมื่อถึงแก่มรณภาพนำเรือนร่างไปฌาปนกิจแล้ว  จะพบว่ามีพระธาตุเหลืออยู่  บางคนคิดว่านั่นคือกระดูกหรือฟัน  แต่คนธรรมดาสามัญทำไมจึงไม่มี  นั่นก็คือตานหลังจากระเบิดออก  พลังงานของมันถูกปลดปล่อยออกมาแล้ว  พระธาตุประกอบขึ้นด้วยสสารมากมายนมิติอื่น  มันก็คือสสารนั่นเอง  แต่มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร  คนปัจจุบันถือว่าเป็นของมีค่า  มีพลังงาน  มีแสง  มีความแข็งแกร่ง  ก็คือสิ่งนี้

การที่พลัง(กง)ไม่สูงขึ้นยังมีสาเหตุอีกประการหนึ่ง  นั่นก็คือไม่รู้ถึงหลักธรรมในระดับสูง  ไม่สามารถบำเพ็ญปฏิบัติให้สูงขึ้นไป  หมายความว่าอย่างไร  ดังเช่นที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ก่อนหน้านี้  บางท่านฝึกวิชาพลัง(กง)ต่างๆ มามากมาย  ข้าพเจ้าจะบอกให้  ต่อให้ศึกษามามากเท่าใดก็ไม่มีประโยชน์  ยังคงเป็นเด็กชั้นประถมอยู่นั่นเอง  ท่านยังคงเป็นเด็กชั้นประถมในการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม  ล้วนเป็นกฎในระดับต่ำ  ท่านเอากฎในระดับขั้นต่ำไปบำเพ็ญปฏิบัติในระดับสูง  ย่อมไม่บังเกิดผลใดๆ ในทางชี้แนะ  เหมือนกับท่านศึกษาในมหาวิทยาลัย  แต่ใช้แบบเรียนของชั้นประถม  ท่านก็ยังคงเป็นนักเรียนประถม  ต่อให้เรียนมากอย่างไรก็ไร้ประโยชน์  กลับจะแย่ลงกว่าเดิม  ในระดับชั้นที่แตกต่างกันย่อมมีธรรมะที่แตกต่างกัน  หลักธรรมในระดับชั้นที่ต่างกันย่อมมีแนวทางชี้แนะที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้น กฎระดับขั้นต่ำไม่สามารถชี้แนะให้ท่านบำเพ็ญปฏิบัติไปสู่ระดับสูงได้  สิ่งที่เราจะอธิบายต่อไปล้วนเป็นกฎที่จะบำเพ็ญปฏิบัติในระดับสูง  ข้าพเจ้านำสิ่งที่อยู่ในระดับชั้นที่ต่างกันผนวกเข้าด้วยกันมาอธิบาย  ซึ่งจะมีผลต่อการชี้แนะในการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของท่านได้ตั้งแต่นี้ไป ข้าพเจ้ามีหนังสืออยู่หลายเล่ม  ยังมีเทปบันทึกเสียง  วีดีทัศน์  ท่านจะพบว่า  หลังจากท่านอ่าน  ดู  ฟัง  ไปแล้วครั้งหนึ่ง  ผ่านไปอีกระยะหนึ่งมาดู  ฟัง  หรืออ่านอีก  รับรองได้ว่าจะยังเกิดผลในทางชี้แนะต่อไป  ท่านก็จะสามารถยกระดับตัวเองให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  และเป็นแนวทางชี้แนะให้กับท่านได้อย่างต่อเนื่อง  นี่ก็คือหลักธรรม  สาเหตุสองประการที่บำเพ็ญปฏิบัติธรรมแล้วพลัง(กง)ไม่สูงขึ้น  คือไม่เข้าใจหลักธรรมในระดับสูงจึงไม่สามารถบำเพ็ญได้  ไม่ได้บำเพ็ญจากภายใน  ไม่บำเพ็ญจิต(ซินซิ่ง)  พลัง(กง)ก็ไม่สูงขึ้น  นี่คือเหตุผลสองประการ

จุดเด่นของหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)

หลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ของเรา  เป็นหลักธรรมหนึ่งในแปหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ในสายพุทธ  ในรอบอารยธรรมของมนุษย์ครั้งนี้  พวกเรายังไม่ได้ออกมาเผยแพร่สู่สาธารณชน  แต่เคยช่วยให้คนพ้นทุกข์อย่างกว้างขวางในช่วงหนึ่งของยุคก่อนประวัติศาสตร์  ข้าพเจ้านำออกมาเผยแพร่อีกครั้งหนึ่งในช่วงสุดท้ายของปลายกัลป์  จึงเป็นสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งนัก  ข้าพเจ้าได้พูดถึงรูปแบบการผันแปรกุศลเป็นพลัง(กง)โดยตรง  พลัง(กง)อันที่จริงมิใช่ได้มาโดยการฝึก  แต่ได้มาจากการบำเพ็ญ  คนจำนวนมากแสวงหาแต่การเสริมสร้างพลัง(กง)  เน้นแต่จะฝึกได้อย่างไร ไม่ได้สนใจจะบำเพ็ญอย่างไร  ความจริงแล้วพลัง(กง)ได้มาโดยอาศัยการบำเพ็ญปฏิบัติทางจิต(ซินซิ่ง)ของเรา  ถ้าเช่นนั้นทำไมเราจึงสอนให้คนฝึกพลัง(กง)  ก่อนอื่นขอพูดเรื่องทำไมพระสงฆ์จึงไม่ฝึกพลัง(กง)  ท่านอาศัยการนั่งสมาธิ  สวดมนต์  บำเพ็ญจิต(ซินซิ่ง)  ท่านก็สามารถมีพลัง(กง)สูงขึ้น  ตามแต่ระดับชั้นสูงต่ำของแต่ละท่าน  เพราะว่าองค์ศากยมุนีทรงสั่งสอนให้ละทิ้งทุกสิ่งในโลก  รวมทั้งร่างแท้(เปิ๋นถี่)  ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะฝึกการเคลื่อนไหวทางร่างกาย  สายเต๋าไม่เน้นการช่วยเหลือสรรพสัตว์  บุคคลที่เขาได้พบ  จะมิใช่พวกที่มีสภาพจิตใจต่างๆ และมีระดับชั้นต่างๆ กัน  จะไม่ใช่คนทุกประเภท  ที่บางคนมีความเห็นแก่ตัวมาก  บางคนเห็นแก่ตัวน้อย  แต่ท่านจะต้องมีการคัดเลือกลูกศิษย์  เลือกลูกศิษย์ไว้สามคน  ในจำนวนนี้มีเพียงคนเดียวที่จะเป็นผู้สืบทอดที่แท้จริง  ลูกศิษย์ผู้นั้นจะต้องมีกุศลสูง  เป็นคนดี  ไม่ก่อเกิดปัญหา  เพราะฉะนั้น  อาจารย์จะเน้นหนักการสอนกระบวนท่าฝึกซึ่งเป็นของท่านเอง  ให้บำเพ็ญชีวิต  ฝึกฤทธิ์เดชและศาสตร์ต่างๆ  จึงต้องฝึกการเคลื่อนไหวด้วย

หลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)  เป็นหลักพลัง(กง)ที่ฝึกทั้งจิตและชีวิต  จึงต้องมีการฝึกการเคลื่อนไหว  ด้านหนึ่งเป็นการเสริมสร้างความสามารถพิเศษ  เสริมสร้างอย่างไร  นั่นก็คืออาศัยแรงพลัง(กงลี่)ที่แข็งแกร่งในตัวท่าน  มาเสริมความสามารถพิเศษให้แข็งแกร่งยิ่งๆ ขึ้น  อีกด้านหนึ่ง  เสริมสร้างให้ร่างกายของท่านก่อเกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นมาอีกมากมาย  เมื่อบำเพ็ญปฏิบัติถึงระดับชั้นสูง  สายเต๋าพูดถึงการกำเนิดกายทิพย์(เหวียนอิง)  สายพุทธพูดถึงร่างวชิระที่ไม่เสื่อมสลาย  ยังจะผันแปรศาสตร์ต่างๆ ออกมาอีกมากมาย  สิ่งเหล่านี้ล้วนผันแปรออกมาผ่านการฝึกกระบวนท่า  การฝึกการเคลื่อนไหวก็เพื่อสิ่งนี้  วิชาการฝึกจิตและชีวิตที่สมบูรณ์จะต้องมีทั้งการบำเพ็ญและการปฏิบัติ  ข้าพเจ้าคิดว่าพวกเราคงเข้าใจว่าพลัง(กง)นี้มาได้อย่างไร  พลัง(กง)ที่กำหนดระดับชั้นสูงต่ำที่แท้จริง  ไม่ใช่ได้มาจากการฝึก  หากแต่ได้มาจากการบำเพ็ญ  คือในระหว่างการบำเพ็ญในสังคม  ท่านได้ยกระดับจิต(ซินซิ่ง)ของท่านสูงขึ้น  เพื่อให้เข้ากับคุณสมบัติพิเศษของจักรวาล  คุณสมบัติพิเศษในจักรวาลก็ไม่บังคับท่าน  ท่านก็จะสามารถยกระดับสูงขึ้น  กุศลนี้ก็จะเริ่มผันแปรเป็นพลัง(กง)  และจะสูงตามมาตรฐานจิต(ซินซิ่ง)ที่ได้พัฒนาขึ้นมา  ความสัมพันธ์ระหว่างกันก็คือเช่นนี้

หลักพลัง(กง)ของเรา  เป็นการบำเพ็ญทั้งจิตและชีวิต  พลัง(กง)ที่เราฝึกจะถูกเก็บสะสมไว้ในเซลล์ทุกเซลล์ของร่างกาย  เรื่อยไปจนถึงส่วนประกอบของอนุภาคเล็กๆ ของต้นกำเนิดสสารภายใต้จุลทรรศน์ที่เล็กที่สุด  ก็จะสะสมพลัง(กง)อันเป็นสสารพลังงานสูง  เมื่อแรงพลัง(กงลี่)ของท่านเพิ่มสูงมากยิ่งขึ้น  ความหนาแน่นก็จะเพิ่มสูงยิ่งขึ้น  อานุภาพก็จะยิ่งใหญ่ขึ้น  สสารพลังงานสูงชนิดนี้มีจิตวิญญาณ  เพราะว่าถูกสะสมอยู่ภายในเซลล์ทุกเซลล์ของร่างกายมนุษย์  จนถึงต้นกำเนิดของชีวิต  นานๆ เข้าก็จะมีรูปแบบเช่นเดียวกันกับเซลล์ในร่างกายของท่าน  มีการเรียงลำดับเช่นเดียวกับโมเลกุลในร่างกาย  มีรูปแบบเช่นเดียวกับนิวเคลียสทั้งมวล  แต่ธาตุแท้ได้เปลี่ยนแปลงไป  ไม่ใช่เซลล์เนื้อเยื่อดั้งเดิมที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายอีกต่อไปแล้ว  ท่านก็จะไม่อยู่ในธาตุทั้ง 5 อีกต่อไปมิใช่หรือ  แน่นอนการบำเพ็ญปฏิบัติของท่านยังไม่สิ้นสุด  ท่านยังคงบำเพ็ญปฏิบัติในหมู่คนธรรมดาสามัญ  ดูผิวเผินท่านก็เหมือนกับคนธรรมดาสามัญ  สิ่งเดียวที่แตกต่างก็คือ  เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่อยู่ในวัยเดียวกัน  ท่านจะดูอ่อนวัยกว่า  แน่นอน  ประการแรกจะต้องมีการเอาสิ่งที่ไม่ดีในร่างกายของท่านออกไป  รวมถึงโรคภัยไข้เจ็บ  แต่ที่นี้ไม่ใช่การรักษาโรค  เราจะทำการชำระร่างกาย  ไม่เรียกว่ารักษาโรค  เราเรียกว่าการชำระร่างกาย  ชำระร่างกายให้กับผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง  บางท่านมาเพื่อรักษาโรค  ผู้ป่วยที่อาการหนักเราจะไม่อนุญาตให้เข้ามา  เพราะว่าเขาปล่อยวางจิตที่จะมารักษาโรคไม่ได้  เขาไม่สามารถที่จะสลัดความคิดที่เขากำลังเจ็บไข้ได้ป่วยไปได้  เขาป่วยหนัก  ไม่สบายมาก  เขาจะปล่อยวางได้อย่างไร  เขาก็ย่อมไม่สามารถที่จะบำเพ็ญปฏิบัติได้  เราขอเน้นอีกครั้ง  ผู้ป่วยหนักเราไม่รับ  ที่นี่เป็นการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม  แตกต่างจากเรื่องที่เขาคิดมากมายนัก  เขาสามารถไปหาอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ท่านอื่นไปทำเรื่องนี้  แน่นอนในที่นี้ผู้ฝึกหลายท่านก็มีโรค  แต่เพราะท่านคือผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมที่แท้จริง  เราจะช่วยทำเรื่องนี้ให้ท่าน

ผู้ฝึกหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ของเรา  เมื่อมองจากภายนอก หลังจากที่บำเพ็ญปฏิบัติธรรมไประยะหนึ่ง  จะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน  ผิวหนังจะเนียนละเอียด  ผิวขาวนวลอมชมพู  ผู้สูงอายุรอยย่นต่างๆ จะลดน้อยลง  ลดน้อยลงมาอย่างมาก  นี่เป็นปรากฏการณ์ที่จะพบเห็นได้ทั่วไป  ที่ข้าพเจ้าพูดมานี้ไม่ใช่เรื่องพิสดารเหลือเชื่อ  ผู้ฝึกเก่าที่นั่ง ณ ที่นี้หลายๆ ท่านทราบในสิ่งนี้ดี  โดยเฉพาะสตรีสูงอายุยังจะมีรอบระดูมาอีก  เพราะว่าในหลักพลัง(กง)บำเพ็ญทั้งจิตและชีวิต  ต้องอาศัยลมปราณ(ชี่)ของระดูมาบำเพ็ญชีวิต  ระดูที่มาจะไม่มาก  ในขั้นตอนนี้มีเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอ  และนี่ก็คือปรากการณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไป  มิฉะนั้นท่านขาดมันไปแล้วจะบำเพ็ญชีวิตได้อย่างไร  ผู้ชายก็เช่นกัน  ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุหรือวัยหนุ่มแน่น  จะรู้สึกว่าตัวเบา  ผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมที่แท้จริง  ท่านจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้

หลักพลัง(กง)ของเราเป็นการฝึกที่ยิ่งใหญ่มาก  แตกต่างไปจากวิชาอื่นๆ ที่มักจะเลียนแบบท่าทางของสัตว์ชนิดต่างๆ  หลักพลัง(กง)ของเราชุดนี้ยิ่งใหญ่จริงๆ  กฎที่องค์ศากยมุนีหรือเหลาจื่อได้ตรัสไว้  ล้วนเป็นกฎภายในระบบทางช้างเผือกของเรา  หลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ของเราฝึกอะไร  เราบำเพ็ญปฏิบัติตามกฎของการวิวัฒนาการของจักรวาล  ยึดถือคุณสมบัติพิเศษสูงสุดของจักรวาล  ความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น)  เป็นมาตรฐานชี้นำในการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของเรา  เราฝึกวิชาที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้  เท่ากับเป็นการฝึกจักรวาล

หลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ของเรายังมีจุดเด่นพิเศษมากๆ อีกจุดหนึ่ง  ซึ่งแตกต่างไปจากหลักพลัง(กง)อื่นๆ  ปัจจุบันพลังลมปราณ(ชี่กง)ซึ่งเป็นที่นิยมฝึกกันมากในสังคม  ล้วนอยู่ในประเภทการเดินตาน  ฝึกตาน  พลังลมปราณ(ชี่กง)จากการฝึกตานสำหรับผู้ฝึกในหมู่คนธรรมดาสามัญคิดจะฝึกจนเปิดพลัง(กง)  เปิดการรู้แจ้ง(อู้)นั้นทำได้ยาก  หลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ของเราไม่เดินตาน  หลักพลัง(กง)ของเราคือการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมจักร(ฝ่าหลุน) ณ บริเวณท้องน้อย  ซึ่งข้าพเจ้าจะใส่ธรรมจักร(ฝ่าหลุน)ให้กับพวกเราด้วยตัวข้าพเจ้าเองในห้องเรียน  ในขณะที่ข้าพเจ้าพูดถึงหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า) ข้าพเจ้าก็จะทยอยใส่ธรรมจักร(ฝ่าหลุน)ให้กับทุกท่าน  บางท่านจะรู้สึก  บางท่านจะไม่รู้สึก  แต่คนส่วนใหญ่จะรู้สึก  เพราะว่าพื้นฐานของร่างกายของคนเราไม่เหมือนกัน  เราฝึกธรรมจักร(ฝ่าหลุน)  แต่ไม่ฝึกตาน  ธรรมจักร(ฝ่าหลุน)คือส่วนย่อของจักรวาล  มีความสามารถพิเศษเช่นเดียวกับจักรวาล  จะหมุนอย่างอัตโนมัติ  และจะหมุนอยู่ตลอดเวลา ณ บริเวณท้องน้อยของท่าน  เมื่อใส่ให้ท่านแล้วก็จะไม่มีการหยุด  จะหมุนอยู่เช่นนี้ตลอดไป  เวลาธรรมจักร(ฝ่าหลุน)หมุนตามเข็มนาฬิกา  จะทำการดูดซับพลังงานจากจักรวาลโดยอัตโนมัติ  ตัวธรรมจักร(ฝ่าหลุน)เองยังสามารถผันแปรพลังงาน  ป้อนพลังงานที่ต้องการใช้ในการผันแปรพลังงานให้แก่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย  ขณะเดียวกันเวลาธรรมจักร(ฝ่าหลุน)หมุนทวนเข็มนาฬิกา  จะปล่อยพลังงานออกมา  หลังจากขับสสารเสียออกไปแล้วก็จะกระจายออกไปจากรอบๆ ร่างกาย  ขณะที่ปล่อยพลังงานออกมาจะกระจายออกไปไกลมาก  พร้อมกับดูดซับพลังงานใหม่เข้ามา  พลังงานที่กระจายออกไป  คนที่อยู่บริเวณรอบๆ ตัวท่านจะได้รับประโยชน์  สายพุทธพูดถึงการช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือผู้อื่น  ช่วยเหลือสรรพสัตว์  ไม่เพียงแต่บำเพ็ญตน  ยังจะช่วยเหลือสรรพสัตว์  ทำให้ผู้อื่นได้รับผลประโยชน์นี้ด้วย  ช่วยปรับสภาพร่างกายและรักษาโรคให้ผู้อื่นโดยไม่ตั้งใจ  แน่นอน  พลังงานจะไม่สูญหายไปไหน  เมื่อธรรมจักร(ฝ่าหลุน)หมุนตามเข็มนาฬิกา  เขาจะดูดซับพลังงานกลับมาเอง  เพราะว่าธรรมจักร(ฝ่าหลุน)จะหมุนอยู่ตลอดเวลา

บางคนจะคิดว่า  ทำไมธรรมจักร(ฝ่าหลุน)จึงหมุนไม่หยุด  บางท่านถามข้าพเจ้าว่า  ทำไมธรรมจักร(ฝ่าหลุน)จึงหมุนได้  มีหลักการอะไร  การที่พลังงานสะสมมากๆ จนก่อเกิดเป็นตาน  สิ่งนี้เข้าใจได้  แต่การหมุนของธรรมจักร(ฝ่าหลุน)เป็นสิ่งที่ยากที่จะเข้าใจ  ข้าพเจ้าจะยกตัวอย่างให้ท่านฟัง  จักรวาลเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา  ทางช้างเผือกทั้งหมดในจักรวาล  กลุ่มดวงดาวล้วนเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา  ดาวนพเคราะห์หมุนรอบดวงอาทิตย์  โลกยังหมุนรอบตัวเอง  พวกเราลองคิดดู  ใครเป็นคนผลักดัน  ใครเป็นผู้ส่งแรงผลักดันนี้  ท่านไม่อาจใช้ความคิดของคนธรรมดาสามัญไปทำความเข้าใจ  มันก็คือกลไกหมุนชนิดหนึ่ง  ธรรมจักร(ฝ่าหลุน)ของเราก็เช่นกัน  ก็คือหมุนอยู่ตลอดเวลา  การหมุนของธรรมจักร(ฝ่าหลุน)  จะช่วยแก้ไขปัญหาการฝึกพลัง(กง)ในสภาพชีวิตประจำวันของคนธรรมดาสามัญ  ช่วยเพิ่มเวลาให้การฝึกพลัง(กง)  เพิ่มอย่างไร  เพราะว่าธรรมจักร(ฝ่าหลุน)หมุนไม่หยุด  ดูดซับพลังงานจากจักรวาลอย่างไม่หยุดยั้ง  และผันแปรเป็นพลังงาน  ขณะที่ท่านทำงานเขาก็ฝึกท่านอยู่  แน่นอนไม่เฉพาะแต่ธรรมจักร(ฝ่าหลุน)เท่านั้น  เรายังจะใส่กลไก  และกลไกบังคับต่างๆ ให้กับท่านอีกด้วย  ซึ่งจะทํางานและผันแปรอย่างอัตโนมัติไปพร้อมๆ กับธรรมจักร(ฝ่าหลุน)  ดังนั้นพลัง(กง)ทั้งหมดล้วนเป็นการผันแปรคนโดยอัตโนมัติ  จึงมีสภาพเป็“พลัง(กง)ฝึกคน”  หรือเรียกว่า “หลักธรรมฝึกคน”  ยามที่ท่านไม่ได้ฝึกพลัง(กง)  พลัง(กง)ก็จะฝึกท่าน  เมื่อท่านฝึกพลัง(กง)  พลัง(กง)ฝึกท่าน  ท่านรับประทานข้าว  นอนหลับ  ทำงาน  พลัง(กง)ก็จะมีการผันแปรอยู่ตลอดเวลา  ถ้าเช่นนี้  ท่านฝึกพลัง(กง)เพื่ออะไร  ท่านฝึกเพื่อเสริมพลังให้กับธรรมจักร(ฝ่าหลุน)  และกลไกต่างๆ ที่ข้าพเจ้าใส่ให้ท่าน  การบำเพ็ญปฏิบัติในระดับสูง  ก็คือไร้การหมายมั่นใดๆ  การเคลื่อนไหวจะดำเนินไปเองตามกลไกที่เคลื่อนอยู่  โดยไม่มีจิตนึกคิดใดๆ ชี้นำ  และไม่เน้นเรื่องระบบการหายใจ

เราจะไม่เน้นเรื่องเวลาสถานที่ในการฝึกพลัง(กง)  บางท่านจะพูดว่า  เวลาไหนเหมาะกับการฝึกพลัง(กง)มากที่สุด  เช่น  เที่ยงคืน  เวลาเช้า  เที่ยงวัน  เราไม่เน้นเวลา  ถึงแม้ว่าท่านจะไม่ได้ฝึกพลัง(กง)  จะเป็นเวลาเช้า เที่ยงคืน  พลัง(กง)ก็จะฝึกท่านอยู่  ท่านหลับ  เดิน  ทำงาน  พลัง(กง)ก็ฝึกท่านอยู่ทุกขณะ  ซึ่งเท่ากับเป็นการย่นเวลาการฝึกพลัง(กง)ของท่านได้มาก  พวกเราส่วนใหญ่มีจิตมุ่งมั่นอย่างแท้จริงที่จะได้ธรรมะ  แน่นอนนั่นคือเป้าหมายของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม  เป้าหมายสุดท้ายในการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม  ก็คือการได้ธรรมะและบรรลุธรรม  แต่บางท่านชีวิตที่เหลืออยู่นั้น  อายุขัยมีจำกัด  อาจจะมีไม่เพียงพอ  หลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ของเราสามารถแก้ไขปัญหานี้  ช่วยย่นเวลาในการฝึกพลัง(กง)ให้สั้นลง  ขณะเดียวกันก็เป็นวิชาที่ฝึกทั้งจิตและชีวิต  เมื่อท่านฝึกอย่างต่อเนื่อง  ก็ยืดอายุของท่านออกไปอย่างต่อเนื่อง  ท่านฝึกต่อไปอีกก็จะยืดออกไปอีก  ผู้ที่มีรากฐานดีแต่อายุมาก  เวลาของการฝึกบำเพ็ญ(กง)ก็จะเพียงพอ  แต่ก็มีมาตรฐานข้อหนึ่ง  ส่วนที่เกินจากอายุขัยเดิมที่ฟ้าได้กำหนดไว้  ชีวิตที่ยืดให้นั้น  เพื่อให้ท่านใช้ฝึกพลัง(กง)เท่านั้น  หากท่านมีความนึกคิดออกนอกลู่เพียงเล็กน้อย  ก็จะมีอันตรายต่อชีวิต  เพราะว่าอายุขัยของท่านได้ผ่านพ้นไปแล้ว  นอกจากว่าท่านได้ฝึกถึงขั้นการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมนอกภพ  ไม่ถูกควบคุมอีกแล้ว  เมื่อถึงเวลานั้นก็จะเป็นอีกสภาพหนึ่ง

เราไม่พูดถึงตำแหน่งทิศทาง ไม่พูดถึงวิธีการจบการฝึก  เพราะว่าธรรมจักร(ฝ่าหลุน)นั้นไม่มีการหยุดหมุน  ไม่สามารถที่จะหยุดยั้ง  มีโทรศัพท์มา  มีคนมาเคาะประตูเรียก  ท่านก็ไปทำธุระได้ทันที  ไม่จำเป็นต้องจบการฝึกด้วยวิธีการใดๆ  ขณะที่ท่านไปทำธุระ  ธรรมจักร(ฝ่าหลุน)ก็จะหมุนตามเข็มนาฬิกา  ดูดซับพลังงานที่กระจายอยู่นอกร่างกายให้เข้ามาทันที  การกระทำด้วยวิธีใช้มือทั้งสองของตัวเองประคองลมปราณ(ชี่)และกรอกลงบนศีรษะ(กว้านติ่ง)นั้น ไม่ว่าท่านจะประคองอย่างไรก็จะสามารถหลุดหายไปได้  ธรรมจักร(ฝ่าหลุน)มีจิตวิญญาณ  เขาทราบดีว่าจะต้องทำสิ่งเหล่านี้  และไม่มีการกำหนดตำแหน่ง  ทิศทาง  เพราะว่าจักรวาลก็หมุนอยู่ตลอดเวลา  ระบบทางช้างเผือกหมุนอยู่ตลอดเวลา  ดาวนพเคราะห์หมุนรอบตัวเองและหมุนรอบดวงอาทิตย์  โลกก็ยังหมุนรอบตัวเอง  พวกเราฝึกตามกฎอันยิ่งใหญ่ของจักรวาล  จึงไม่มีการแบ่งแยกทิศเหนือใต้ออกตก  การฝึกโดยหันหน้าไปทิศใดก็ตาม  ล้วนเป็นการฝึกทั่วทุกทิศ  ไม่ว่าท่านจะฝึกโดยหันไปทางทิศใด  เท่ากับเป็นการฝึกโดยหันไปทั้ง 4 ทิศพร้อมกัน  หลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ของเราจะคุ้มครองผู้ฝึกไม่ให้มีปัญหาเกิดขึ้น  คุ้มครองอย่างไร  ท่านเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติที่แท้จริง  ธรรมจักร(ฝ่าหลุน)ของเราจะคุ้มครองท่าน  รากของข้าพเจ้าได้หยั่งลึกในจักรวาล  ใครที่สามารถแตะต้องตัวท่าน  ก็เท่ากับแตะต้องข้าพเจ้าได้  พูดให้ชัดก็เท่ากับแตะต้องจักรวาลนี้ได้  สิ่งที่ข้าพเจ้าพูดฟังแล้วเหลือเชื่อ  เมื่อท่านศึกษาต่อไปท่านก็จะเข้าใจ  นอกจากนี้ยังมีสิ่งอื่นๆ ที่สูงมากๆ  ที่ข้าพเจ้าไม่สามารถพูดออกมาได้  เราจะบรรยายธรรมในระดับสูงอย่างเป็นระบบโดยเริ่มจากตื้นไปสู่ลึก  หากว่าจิต(ซินซิ่ง)ของท่านไม่เที่ยงตรงย่อมไม่ได้  หากท่านแสวงหาอาจจะเกิดปัญหาได้  ข้าพเจ้าพบว่าธรรมจักร(ฝ่าหลุน)ของผู้ฝึกรุ่นเก่าไม่น้อยที่เปลี่ยนรูปไป  ทำไมจึงเป็นเช่นนี้  ท่านนำเอาสิ่งอื่นปะปนเข้ามาฝึกเสียแล้ว  ท่านไปเอาของผู้อื่นมา  ทำไมธรรมจักร(ฝ่าหลุน)จึงไม่คุ้มครองท่าน  ให้ท่านแล้วก็คือของท่าน  อยู่ในการควบคุมของจิตสำนึกของท่าน  สิ่งที่ท่านต้องการคนอื่นก็ยุ่งไม่ได้  นี่เป็นกฎของจักรวาล  ท่านไม่คิดที่จะบำเพ็ญ  ใครก็บังคับท่านบำเพ็ญไม่ได้ การบังคับเท่ากับเป็นการทำสิ่งที่ไม่ดี  ใครจะสามารถบังคับเปลี่ยนแปลงจิตใจของท่านได้เล่า  ท่านต้องเข้มงวดกับตัวเอง  การคิดจะรับเอาสิ่งดีๆ ของทุกๆ คน  ไม่ว่าของใครก็รับเข้ามา  วันนี้ท่านฝึกพลัง(กง)แบบนี้  พรุ่งนี้ท่านเปลี่ยนไปฝึกอย่างอื่น  โดยมีจุดประสงค์จะรักษาโรคให้หายขาด  แต่โรคที่รักษาจะหายขาดหรือไม่  ไม่หาย  เพียงแต่เคลื่อนย้ายออกไปอยู่ข้างหลังให้ท่านเท่านั้น  การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในระดับชั้นสูง  ต้องเน้นปัญหาความแน่วแน่หนึ่งเดียว  มุ่งมั่นบำเพ็ญในวิชาเดียว  บำเพ็ญปฏิบัติในวิชาใดก็ต้องทุ่มเทจิตใจในวิชานั้นอย่างเต็มที่  จนกว่าจะเปิดพลัง(กง)และเปิดการรู้แจ้ง(อู้)ในวิชานั้น  ท่านจึงจะสามารถเปลี่ยนไปฝึกวิชาอื่น  นั่นเป็นอีกวิชาหนึ่ง  เพราะว่าวิชาที่แท้จริงที่สืบทอดกันมานั้น  ล้วนเป็นสิ่งที่ตกทอดมาเป็นเวลายาวนาน  และได้ผ่านขั้นตอนการผันแปรที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน  บางท่านฝึกพลัง(กง)ตามความรู้สึก  ความรู้สึกของท่านนับเป็นอะไรไม่ได้  อะไรก็ไม่ใช่  ขั้นตอนการผันแปรที่แท้จริงเกิดขึ้นในมิติอื่น  ซึ่งซับซ้อนและลึกล้ำ  จะผิดเพี้ยนไม่ได้แม้เพียงเล็กน้อย  เช่นเดียวกับเครื่องมือที่มีกลไกละเอียดอ่อน  ถ้าหากเอาชิ้นส่วนอื่นเพิ่มเติมเข้าไปก็จะเสียทันที  ร่างกายของท่านในแต่ละมิติ  มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  เป็นสิ่งที่ลึกล้ำ  จะผิดเพี้ยนไม่ได้แม้เพียงเล็กน้อย  ข้าพเจ้าเคยพูดกับพวกท่านไว้แล้วว่า  การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอยู่ที่ตัวเอง  พลัง(กง)อยู่ที่อาจารย์  ท่านนำเอาของผู้อื่นมาตามอำเภอใจ  ใส่เข้าไปในร่างกายของท่าน  ซึ่งจะมีสื่อสัญญาณ(ซิ่นซี)อย่างอื่นติดมาด้วย  ก็จะเป็นการรบกวนต่อวิชาที่บำเพ็ญอยู่นี้  ท่านก็จะเดินออกนอกลู่นอกทาง  และเมื่อสะท้อนมายังสังคมมนุษย์  ก็จะนำมาซึ่งความวุ่นวายของคนธรรมดาสามัญ  เป็นสิ่งที่ท่านต้องการเอง  คนอื่นจะยุ่งเกี่ยวไม่ได้  นี่คือปัญหาของการรับรู้(อู้)  ขณะเดียวกันสิ่งที่ปะปนเข้าไปนั้น  ก็จะทำให้พลัง(กง)ของท่านสับสนปนเปกันไปหมด  ท่านก็ไม่สามารถบำเพ็ญต่อไปได้อีก  จะเกิดปัญหาที่กล่าวมานี้  ข้าพเจ้าไม่ได้บอกให้ทุกท่านจะต้องมาเรียนหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)  ท่านไม่เรียนหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)  ท่านได้รับการถ่ายทอดพลัง(กง)ที่แท้จริงอื่นๆ  ข้าพเจ้าก็เห็นชอบด้วย  แต่ข้าพเจ้าขอบอกพวกท่านว่า  การที่จะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมไปสู่ระดับสูงจะต้องแน่วแน่ในวิชาเดียว  อีกสิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าขอบอกพวกท่านก็คือ  เวลานี้ไม่มีบุคคลที่สองอีกแล้วที่ถ่ายทอดพลัง(กง)ไปสู่ระดับสูงที่แท้จริงเหมือนข้าพเจ้า  ต่อไปท่านจะรู้ว่าข้าพเจ้าทำอะไรให้แก่ท่าน  เพราะฉะนั้น  จึงหวังว่าท่านอย่าได้ไม่ยอมรับรู้(อู้)เอาเสียเลย  มีคนไม่น้อยที่คิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมไปสู่ระดับชั้นสูง  สิ่งนี้ได้วางไว้ตรงหน้าท่านแล้ว  ท่านอาจยังไม่ตระหนัก  ถึงเที่ยวขวนขวายไปแสวงหาอาจารย์  เสียเงินเสียทองมากมาย  ก็ไม่แน่ว่าท่านจะได้พบ  วันนี้ข้าพเจ้านำส่งมาให้ถึงหน้าประตูบ้านของท่านแล้ว  ท่านอาจยังไม่ตระหนัก  นี่ก็คือปัญหาการรับรู้(อู้)ได้หรือไม่  ก็คือปัญหาว่าท่านสามารถจะรับการช่วยเหลือให้หลุดพ้นได้หรือไม่


บทที่ 2

เรื่องเกี่ยวกับตาทิพย์

มีอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)หลายท่าน  ได้พูดถึงเรื่องตาทิพย์  แต่หลักธรรมจะปรากฏรูปแบบแตกต่างกันไปในแต่ละระดับชั้น  คนเมื่อบำเพ็ญปฏิบัติธรรมถึงชั้นไหน  เขาก็จะสามารถมองเห็นภาพในระดับชั้นนั้นเท่านั้น  เกินกว่าระดับชั้นนั้นเขาก็จะมองไม่เห็นภาพที่แท้จริง  และก็ไม่เชื่อด้วย  เพราะฉะนั้น  เขาคิดว่าสิ่งที่เขามองเห็นในระดับชั้นนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง  ขณะที่เขายังบำเพ็ญปฏิบัติไม่ถึงระดับสูง  เขาคิดว่าสิ่งเหล่านั้นไม่มีตัวตน  ไม่น่าเชื่อ  นี่ถูกกำหนดโดยระดับชั้น  ความนึกคิดของเขาก็ไม่สามารถยกระดับให้สูงขึ้นได้  กล่าวคือ  ในปัญหาเกี่ยวกับตาทิพย์  บางคนบอกว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้  พูดกันจนสับสน  ก็ไม่มีใครสักคนที่พูดได้ชัดเจน  ความจริงแล้วเรื่องตาทิพย์ไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนในระดับชั้นที่ต่ำ  ที่ผ่านมาเพราะว่าโครงสร้างของตาทิพย์ถือว่าเป็นความลับแห่งความลับ  จะไม่ให้คนธรรมดาสามัญรู้  เพราะฉะนั้นในประวัติศาสตร์แต่ไหนแต่ไรมา  ไม่มีใครพูดถึง  ส่วนของเราจะไม่พูดวกไปวนมาเกี่ยวกับทฤษฎีที่ผ่านมาในอดีต  เราจะอาศัยวิทยาศาสตร์และภาษาปัจจุบันที่เข้าใจง่ายมาอธิบาย  และพูดถึงปัญหาแก่นแท้ของมัน

            ตาทิพย์ที่เราพูดถึง  ความจริงแล้วอยู่บริเวณจุดกึ่งกลางระหว่างคิ้ว 2 ข้างเหนือขึ้นไปเล็กน้อย ณ ตำแหน่งที่เชื่อมต่อกับต่อมไพเนียล  นี่คือช่องทางหลัก  ร่างกายมนุษย์เรายังมีดวงตามากมาย  สายเต๋าถือว่าจุดทวารทุกจุดเป็นดวงตา  สายเต๋าเรียกจุดลมปราณของร่างกายว่าจุดทวาร  การแพทย์จีนเรียกว่าจุดลมปราณ  สายพุทธถือว่าทุกรูขุมขนคือดวงตา  เพราะฉะนั้นบางคนใช้หูอ่านหนังสือ  บ้างก็ใช้มื  ใช้สมองส่วนหลังดู  ยังมีที่ใช้เท้า  ใช้ท้องดู  ล้วเป็นไปได้ทั้งนั้น

พูดถึงเรื่องตาทิพย์  ก่อนอื่นขอพูดถึงดวงตาทั้ง 2 ข้างของเรา  ปัจจุบันบางคนคิดว่า  ดวงตาคู่นี้ของเราสามารถมองเห็นสสารและสิ่งของทุกอย่างในโลกนี้  บางคนจึงมีความคิดที่ยึดมั่นไม่เปลี่ยนแปลง  เขาเห็นว่าสิ่งที่เขาสามารถมองเห็นได้ด้วยดวงตาจึงจะมีตัวตน  สิ่งที่เขามองไม่เห็นก็จะไม่เชื่อ  ในอดีตเราคิดว่า  คนประเภทนี้มีการรับรู้(อู้)ไม่ดี  บางคนก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมการรับรู้(อู้)ไม่ดี  สิ่งที่มองไม่เห็นก็จะไม่เชื่อ  ฟังดูมีเหตุผล  แต่เมื่อมองในระดับสูงขึ้นไปอีก  ก็จะไม่มีเหตุผล  มิติกาลเวลาต่างๆ ล้วนประกอบขึ้นจากสสาร  แน่นอน  มิติกาลเวลาที่ต่างกันย่อมประกอบมาจากสสารที่ต่างกัน  และมีชีวิตปรากฏออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกันไป

ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่าง  ในพุทธศาสนากล่าวไว้ว่า  ปรากฏการณ์ทุกอย่างในสังคมมนุษย์นั้นเป็นเพียงภาพหลอน  ไม่เป็นความจริง  ทำไมจึงเป็นภาพหลอน  เห็นอยู่ชัดๆ ว่ามีวัตถุวางไว้อยู่ตรงหน้า  ทำไมถึงกล่าวว่าเป็นเพียงภาพหลอน  เนื่องจากรูปแบบที่คงอยู่ของวัตถุเป็นเช่นนี้  แต่รูปแบบที่มันปรากฏออกมาจะแตกต่างไป  ส่วนดวงตาของเรากลับมีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่ง  สามารถทำให้วัตถุในมิติวัตถุของเราคงที่อยู่ในสภาพที่เราเห็นในปัจจุบัน  แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่อยู่ในสภาพเช่นนี้  ในมิติของเรานี้มันก็ไม่ใช่อยู่ในสภาพเช่นนี้  เช่นเมื่อใช้กล้องจุลทรรศน์ดูคนเราจะมีสภาพเป็นอย่างไร  ร่างกายทั้งหมดอยู่ในสภาพกระจัดกระจาย  ประกอบขึ้นจากโมเลกุลเล็กๆ ราวกับทรายเม็ดเล็กๆ  มีการเคลื่อนไหว  อิเล็กตรอนวิ่งรอบนิวเคลียส  ร่างกายของเราทุกส่วนเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา  ผิวนอกของร่างกายไม่เกลี้ยงเกลาและไม่เป็นระเบียบ  ในจักรวาลไม่ว่าจะเป็นวัตถุ  เหล็กกล้า  เหล็ก  ก้อนหิน  ก็เช่นเดียวกัน  โมเลกุลภายในของมันก็เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา  ท่านมองไม่เห็นรูปแบบทั้งหมด  ความจริงแล้วมันไม่อยู่นิ่ง  อย่างเช่นโต๊ะตัวนี้เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา  แต่ดวงตากลับมองไม่เห็นสภาพความเป็นจริง  ดวงตาคู่นี้สามารถสร้างภาพที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้

ไม่ใช่ว่าเรามองไม่เห็นสิ่งที่เป็นจุลภาค  มิใช่เพราะมนุษย์เราไร้ความสามารถทางด้านนี้  แต่มนุษย์เรามีความสามารถเช่นนี้มาโดยกำเนิด  สามารถมองเห็นสิ่งที่เป็นจุลภาคในระดับหนึ่ง  แต่เป็นเพราะหลังจากที่มนุษย์เรามีดวงตาคู่นี้ในมิติวัตถุนี้  จึงสามารถสร้างภาพหลอนให้แก่คน  ให้คนมองไม่เห็น  เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาเรามักจะพูดกันว่า  สิ่งที่มนุษย์เรามองไม่เห็นก็จะไม่ยอมรับ  ในวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมจะถือว่าบุคคลผู้นี้มีการรับรู้(อู้)ไม่ดี  ตกอยู่ในภาพหลอนของคนธรรมดาสามัญ  ตกอยู่ในวังวนของคนธรรมดาสามัญ  ทางศาสนามักมีคำกล่าวเช่นนี้เสมอ  ความจริงเราก็ว่ามีเหตุผล

ดวงตาคู่นี้สามารถทำให้สิ่งของในมิติวัตถุปัจจุบันของเราคงที่อยู่ในสภาพเช่นนี้  นอกจากนี้แล้วมันไม่มีความสามารถอื่นๆ อีกเลย  คนมองสิ่งของ  ก็มิใช่เกิดภาพโดยตรงที่ดวงตา  ดวงตาก็เหมือนกับเลนส์ของกล้องถ่ายรูป  เป็นเพียงเครื่องมือชนิดหนึ่ง  มองระยะไกลก็จะต้องขยายระยะเลนส์ให้ยาวออกไป  ดวงตาของเราก็ทำงานในลักษณะนี้  เวลาดูในที่มืด  ตาดำก็จะเปิดกว้าง  กล้องถ่ายรูปเวลาเราจะถ่ายในที่มืด  ก็ต้องเปิดหน้าเลนส์ให้กว้าง  มิฉะนั้นแสงจะไม่พอ  รูปก็จะดำ  เมื่อเราเดินไปในที่สว่างมาก  ตาดำก็จะหดเล็กลงทันที  มิฉะนั้นตาก็จะพร่า  เห็นไม่ชัด  กล้องถ่ายรูปก็ใช้หลักการนี้  เลนส์กล้องก็ต้องให้หดเล็กลง  มันเพียงสามารถเก็บภาพวัตถุ  มันเป็นเพียงเครื่องมือชนิดหนึ่ง  พวกเราดูสิ่งของ  ดูคน  ดูรูปแบบที่เป็นอยู่ของวัตถุ  จะเกิดเป็นภาพขึ้นในสมองใหญ่ของคน  กล่าวคือดูผ่านดวงตาของคน  แล้วค่อยส่งผ่านประสาทตาส่งไปยังต่อมไพเนียลซึ่งอยู่ด้านหลังของสมองและปรากฏเป็นภาพ ณ บริเวณนี้  ซึ่งก็คือส่วนที่สะท้อนเป็นภาพและมองเห็นสิ่งของที่แท้จริง  คือต่อมไพเนียลในสมองใหญ่ของเรา การแพทย์ปัจจุบันก็ยอมรับในจุดนี้

เราพูดถึงการเปิดตาทิพย์ก็คือการหลีกเลี่ยงประสาทตาของคน  โดยเปิดช่องทางระหว่างคิ้วของคนขึ้นมาหนึ่งช่องทาง  ให้ต่อมไพเนียลมองออกไปภายนอกโดยตรง  นี่ก็คือการเปิดตาทิพย์  บางท่านอาจจะคิดว่า  นี่ก็ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง  อย่างน้อยดวงตาคู่นี้ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือได้  มันสามารถจับภาพวัตถุ  ไม่มีดวงตาก็จะทำไม่ได้  การแพทย์ปัจจุบันค้นพบว่า  ส่วนครึ่งหน้าของต่อมไพเนียล  มีโครงสร้างที่สมบูรณ์และองค์ประกอบทุกอย่างเช่นเดียวกับดวงตาคน  เพราะว่ามันอยู่ภายในสมองของคน  เขาจึงพูดว่าเป็นดวงตาที่เสื่อมประสิทธิภาพแล้ว  แต่จะเป็นดวงตาที่ประสิทธิภาพเสื่อมหรือไม่  งการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมเรายังไม่ขอออกความเห็น  อย่างน้อยการแพทย์ในปัจจุบันก็ได้ยอมรับแล้วว่า  ในสมองส่วนกลางของคนมีดวงตาอยู่ดวงหนึ่ง  ช่องทางที่เราเปิดก็พอดีตรงกับจุดนี้  ซึ่งตรงกับที่การแพทย์ปัจจุบันเข้าใจ  ดวงตาดวงนี้ไม่เหมือนกับดวงตาที่สร้างภาพหลอนให้เราคู่นี้  มันสามารถมองเห็นธาตุแท้ของสิ่งของ  มองเห็นธาตุแท้ของวัตถุ  เพราะฉะนั้นผู้ที่มีตาทิพย์ระดับสูงๆ เขาสามารถมองทะลุจากมิติของเราไปยังมิติอื่น  สามารถมองเห็นภาพที่คนธรรมดาสามัญมองไม่เห็น  คนที่ระดับชั้นไม่สูงนักก็สามารถมีพลังทะลุทะลวง  มองกำแพงเห็นสิ่งของ  มองเห็นข้างในร่างกายคน  มันก็เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติพิเศษเช่นนี้

สายพุทธกล่าวถึงเบญจจักษุ  ประกอบด้วย  มังสจักษุ(โย่วเอี่ยนทง)  ทิพจักษุ(เทียนเอี่ยนทง)  ปัญญาจักษุ(ฮุ่ยเอี่ยนทง)  ธรรมจักษุ(ฝาเอี่ยนทง)  และพุทธจักษุ(ฝอเอี่ยนทง)  นี่คือห้าระดับชั้นใหญ่ของตาทิพย์  แต่ละระดับยังแบ่งเป็น  สูง กลาง ต่ำ  สายเต๋าแบ่งธรรมจักษุเป็น 81 ชั้น  ข้าพเจ้าจะเปิดตาทิพย์ให้กับพวกเราทุกคน  แต่จะไม่เปิดให้ที่ระดับทิพจักษุหรือต่ำกว่า  เพราะอะไร  แม้ว่าท่านจะนั่งอยู่ ณ ที่นี้  เริ่มบำเพ็ญปฏิบัติแล้ว  แต่ท่านก็เพิ่งจะเริ่มต้นจากระดับคนธรรมดาสามัญ  จิตยึดติดหลายๆ อย่างของคนธรรมดาสามัญยังไม่ได้ละวาง  แต่หากเปิดให้ที่ระดับทิพจักษุหรือต่ำกว่าให้แล้ว  ท่านก็จะมีสิ่งที่คนทั่วไปเห็นว่าเป็นความสามารถพิเศษ  ท่านจะสามารถมองทะลุผนัง  เห็นข้างในร่างกายคน  หากเราถ่ายทอดความสามารถพิเศษนี้ให้คนในวงกว้าง  เปิดให้ทุกคนถึงระดับนี้  ก็จะรบกวนสังคมมนุษย์อย่างรุนแรง  ทำลายการดำเนินชีวิตตามปกติในสังคมมนุษย์  ไม่สามารถรักษาความลับของชาติ  คนเราจะสวมเสื้อผ้าหรือไม่ก็ไม่แตกต่างกัน คนนั่งอยู่ในห้อง ท่านสามารถมองเห็นจากภายนอก  เดินไปบนถนนเห็นล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1  ท่านก็สามารถคว้าเอามาเป็นของท่าน  จะให้เป็นเช่นนี้ไม่ได้  พวกเราลองคิดดู  ทุกคนเปิดตาทิพย์ในระดับทิพจักษุกันหมด  นั่นยังจะเป็นสังคมมนุษย์อีกหรือ  การรบกวนความเป็นอยู่ในสังคมมนุษย์อย่างรุนแรงเช่นนี้  จะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้โดยเด็ดขาด  หากข้าพเจ้าเปิดให้กับท่านถึงระดับนี้  ท่านอาจจะตั้งตัวเป็นอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ขึ้นมาทันที  คนที่คิดอยากเป็นอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)  เมื่อตาทิพย์เปิดแล้ว  ก็จะนำไปรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ผู้อื่น  มิเท่ากับข้าพเจ้านำท่านไปสู่ทางที่ผิดหรือ

ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าจะเปิดให้แก่ท่านในระดับชั้นไหน  จะเปิดให้ในระดับชั้นปัญญาจักษุ  หากเปิดในระดับชั้นสูงกว่านี้จิต(ซินซิ่ง)ของท่านไม่เพียงพอ  เปิดในระดับต่ำกว่าจะเป็นการทำลายสภาพสังคมมนุษย์อย่างรุนแรง  เปิดในระดับปัญญาจักษุ  ท่านไม่มีความสามารถมองทะลุผนังหรือมองเห็นข้างในร่างกายคน  แต่ท่านก็สามารถมองเห็นภาพในมิติอื่นได้  แล้วจะมีประโยชน์อะไร  มันจะสามารถเพิ่มความมั่นใจในการฝึกพลัง(กง)ให้แก่ท่าน  ท่านจะสามารถมองเห็นสิ่งที่คนธรรมดาสามัญมองไม่เห็นอย่างชัดเจน  จะรู้สึกว่ามันมีตัวตนอยู่จริง  เวลานี้ไม่ว่าท่านจะเห็นชัดหรือไม่  ก็จะเปิดให้ท่านในระดับนี้  จะเป็นประโยชน์ต่อการฝึกพลัง(กง)ของท่าน  ผู้บำเพ็ญหลักธรรมใหญ่นี้อย่างแท้จริง  จะต้องเข้มงวดต่อการพัฒนาจิต(ซินซิ่ง)ให้สูงขึ้น  เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้แล้วก็จะได้รับผลเช่นเดียวกัน

อะไรเป็นตัวกำหนดระดับชั้นของตาทิพย์ของคน  มิได้หมายความว่าเปิดตาทิพย์ให้ท่านแล้วท่านก็จะสามารถมองเห็นได้ทุกอย่าง  มิใช่เช่นนั้น  ยังมีการแบ่งระดับชั้น  และการแบ่งระดับชั้นนี้  กำหนดโดยอะไร  มีด้วยกัน 3 มูลเหตุ  มูลเหตุประการแรกก็คือตาทิพย์ของคนจากภายในสู่ภายนอกจะต้องมีพลังสนาม  เราเรียกว่าสิ่งสุดยอดของลมปราณ(ชี่)  มันบังเกิดผลอย่างไร  เช่นเดียวกับจอโทรทัศน์  หากไม่มีสารเรืองแสง  เมื่อเปิดเครื่องรับโทรทัศน์  ก็เหมือนกับหลอดไฟดวงหนึ่ง  มีแต่แสงสว่างไม่มีภาพ  เนื่องจากบนจอภาพมีการฉาบสารเรืองแสง  มันจึงสามารถปรากฏเป็นภาพต่างๆ ออกมา  แน่นอนตัวอย่างที่ยกมากล่าวนี้ยังไม่ค่อยเหมาะสมนัก  เพราะว่าเรามองดูโดยตรง  แต่ภาพปรากฏขึ้นบนจอได้ต้องอาศัยสารเรืองแสง  นี่คือความหมายคร่าวๆ  สิ่งสุดยอดของลมปราณ(ชี่)นี้เป็นสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งนัก  คือประกอบด้วยสิ่งสุดยอดซึ่งได้มาจากการผันแปรของกุศล  โดยมากสิ่งสุดยอดของลมปราณ(ชี่)ของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน  ในหมื่นคนอาจมีเพียง 2 คนที่จะอยู่ในระดับชั้นเดียวกัน

ระดับชั้นของตาทิพย์ก็คือปรากฏการณ์โดยตรงของหลักธรรมในจักรวาลของเรานี้  เป็นสิ่งที่เหนือธรรมดา  สัมพันธ์กับจิต(ซินซิ่ง)ของคนเราอย่างแน่นแฟ้น  หากจิตของเราต่ำ  ระดับชั้นของเราก็จะต่ำด้วย  เพราะเมื่อจิต(ซินซิ่ง)ต่ำ  สิ่งสุดยอดของลมปราณ(ชี่)ของเขาก็กระจายหายไปมาก  หากว่าบุคคลผู้นี้มีจิต(ซินซิ่ง)สูง  ในสังคมมนุษย์ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่เขาจะไม่ถือลาภยศชื่อเสียง  ความขัดแย้งระหว่างคน  ผลประโยชน์ส่วนตัว  และกิเลสตัณหาเป็นเรื่องสำคัญ  สิ่งสุดยอดของลมปราณ(ชี่)ของเขาอาจจะรักษาไว้ได้ดี  เพราะฉะนั้นหลังจากตาทิพย์เปิดแล้ว  ก็จะมองเห็นได้ค่อนข้างชัดเจน  เด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ  ตาทิพย์เปิดแล้วจะเห็นได้ชัดเจนและเปิดได้ง่าย  เพียงคำพูดประโยคเดียวก็สามารถเปิดได้

กระแสที่เชี่ยวกรากและความแปดเปื้อนในสังคมมนุษย์  สิ่งที่มนุ์เราคิดว่าเป็นเรื่องถูกต้อง  ความจริงแล้วมีหลายเรื่องมักจะเป็นเรื่องที่ผิด  ทุกคนล้วนต้องการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีใช่หรือไม่  เมื่อคิดจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่มีความสุขดี  ก็อาจจะต้องเบียดเบียนผลประโยชน์ของผู้อื่น  อาจมีความเห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้น  อาจคิดเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น  รังแกผู้อื่น  ทำร้ายผู้อื่น  เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง  แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นอยู่ตลอดเวลา  พฤติกรรมเช่นนี้สวนทางกับคุณสมบัติพิเศษของจักรวาลมิใช่หรือ  เพราะฉะนั้นสิ่งที่มนุษย์คิดว่าถูก  มันไม่แน่นอนเสมอไปว่าถูก  อย่างเช่นการสอนเด็ก  ผู้ใหญ่มักจะต้องการให้เขาสามารถตั้งตัวได้ในสังคม จึงสอนเขาตั้งแต่เด็กว่า “เจ้าต้องเป็นคนฉลาดเจ้าเล่ห์”  “ความฉลาดเจ้าเล่ห์” จักรวาลของเรานี้มองเป็นสิ่งผิด  เพราะว่าเราเน้นให้เป็นไปโดยธรรมชาติ  ไม่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว  เขาฉลาดเจ้าเล่ห์  ก็เพื่อที่จะแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว  “หากถูกใครรังแก  เจ้าก็ไปฟ้องครู  ไปฟ้องผู้ปกครองของเขา”  “เมื่อเห็นเงินเจ้าต้องเก็บ”  สั่งสอนเขาเช่นนี้  ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่  เด็กคนนี้รับเอาสิ่งต่างๆ ไว้มาก  ความเห็นแก่ตัวของเขาในสังคมนับวันก็จะเพิ่มมากขึ้น  เขาก็คิดจะเอารัดเอาเปรียบ  เขาก็จะสูญเสียกุศล

กุศล  สสารชนิดนี้เมื่อสูญเสียไป  ไม่ได้กระจายหายไปไหน  แต่ไปผันแปรให้กับผู้อื่น  แต่สิ่งสุดยอดของลมปราณ(ชี่)จะกระจายหายไปได้  หากบุคคลผู้นี้เจ้าเล่ห์ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่  เห็นผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นสำคัญ  เห็นแต่ผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว  คนประเภทนี้ต่อให้ตาทิพย์เปิดแล้ว  ก็จะมองเห็นได้ไม่ชัด  แต่มิใช่ว่าจากนี้ไปจะใช้ไม่ได้ตลอดไป  เพราะอะไร  เพราะว่าในการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของพวกเรานั้น  ก็คือการกลับไปสู่สภาพดั้งเดิมแท้จริง  เมื่อบำเพ็ญปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง  ก็จะเสริมสร้างชดเชยอย่างต่อเนื่อง  ชดเชยให้ใหม่  เพราะฉะนั้นจึงต้องเน้นจิต(ซินซิ่ง)  เราเน้นการยกระดับทุกส่วนให้สูงขึ้น  เมื่อจิต(ซินซิ่ง)ยกระดับสูงขึ้น  สิ่งอื่นๆ ก็พลอยสูงตามขึ้นไปด้วย  จิต(ซินซิ่ง)ไม่สูงขึ้นมา  สิ่งสุดยอดของลมปราณ(ชี่)ของตาทิพย์นั้นก็จะไม่ชดเชยกลับคืนมา  นี่ก็คือเหตุผล

มูลเหตุประการที่ 2 คือ  ขณะที่ฝึกพลัง(กง)ด้วยตัวเอง  คนที่รากฐาน(เกินจี)ดีก็จะสามารถฝึกจนตาทิพย์เปิดได้  บางคนเมื่อตาทิพย์แรกเปิด  เขาจะตกใจ  เพราะเหตุใดจึงตกใจ  เพราะโดยทั่วไปการฝึกพลัง(กง)จะเลือกฝึกในตอนกลางดึก  ท่ามกลางความเงียบสงัด  เขาฝึกไปฝึกไป  ทันใดนั้นจะเห็นดวงตาดวงใหญ่ปรากฏอยู่ตรงหน้า  จึงทำให้เขาตกใจ  บางคนถึงกับตะลึงจนไม่กล้าที่จะฝึกพลัง(กง)ต่อไป  ก็น่าตกใจ  เพราะอยู่ๆ ก็มีดวงตาดวงใหญ่มองดูเขา  กระพริบอยู่ตรงหน้า  เป็นภาพที่ชัดเจนยิ่งนัก  ดังนั้นบางคนเรียกดวงตานี้ว่าดวงตามาร  บางคนก็เรียกว่าพุทธจักษุ  ความจริงแล้วก็คือดวงตาของท่านเอง  แน่นอนการบำเพ็ญปฏิบัติอยู่ที่ตัวเอง  พลัง(กง)อยู่ที่อาจารย์  การแปรเปลี่ยนพลัง(กง)ของผู้ที่บำเพ็ญปฏิบัติธรรม  เป็นขั้นตอนที่ค่อนข้างจะสลับซับซ้อนในมิติอื่น  ไม่เฉพาะแต่ในอีกมิติหนึ่งเท่านั้น  ในทุกๆ มิติ  ร่างกายในแต่ละมิติจะเกิดการเปลี่ยนแปลง  ท่านจะทำเองได้หรือ  ทำไม่ได้  เรื่องเหล่านี้ต้องอาศัยอาจารย์ช่วยจัดการให้  อาจารย์เป็นผู้ทำให้  เพราะฉะนั้นจึงกล่าวกันว่าการบำเพ็ญปฏิบัติอยู่ที่ตัวเอง  พลัง(กง)อยู่ที่อาจารย์  ท่านเพียงแต่มีความปรารถนาแบบนี้  มีความคิดเช่นนี้  แท้จริงแล้วเรื่องนี้อาจารย์จะเป็นผู้กระทำให้

บางคนฝึกเองจนตาทิพย์เปิด  เราพูดว่าเป็นดวงตาของท่าน  แต่ตัวท่านเองไม่สามารถผันแปรมันได้  บางท่านมีอาจารย์  อาจารย์เห็นว่าตาทิพย์ของท่านเปิดแล้ว  ก็จะผันแปรดวงตาให้ท่าน 1 ดวง  เรียกว่าดวงตาแท้  แน่นอนบางท่านไม่มีอาจารย์  แต่อาจมีอาจารย์สักท่านผ่านมาเห็นเข้า  สายพุทธกล่าวไว้ว่า  พระพุทธมีอยู่ทั่วทุกแห่งหน  มีมากถึงระดับนี้  บ้างก็พูดว่าสูงจากศีรษะขึ้นไป 3 ฟุตก็มีเทพอยู่  ก็คือมีมากเหลือเกิน  อาจารย์ที่ผ่านมาเห็นท่านฝึกได้ดี  ตาทิพย์ก็เปิดแล้ว  ขาดแต่ดวงตา  ก็จะผันแปรดวงตาให้ท่าน  ก็ถือว่าท่านฝึกออกมาเอง  เพราะการช่วยเหลือคนให้หลุดพ้น(ตู้)  จะไม่คำนึงถึงเงื่อนไข  ไม่พูดถึงสิ่งตอบแทน  ไม่คิดค่าจ้าง  และไม่คำนึงถึงชื่อเสียง  สูงส่งกว่าบุคคลที่เรายกย่องว่าเป็นบุคคลตัวอย่างในสังคมเสียอีก  ทั้งหมดนี้เกิดจากเมตตาจิต

ตาทิพย์ของคนเมื่อเปิดแล้ว  จะปรากฏสภาพอย่างหนึ่ง  แสงเจิดจ้าจนรู้สึกแสบตาอย่างมาก  ความจริงแล้วไม่ใช่จะกระตุ้นดวงตาของท่าน  แต่เป็นการกระตุ้นต่อมไพเนียลของท่าน  ท่านรู้สึกแสบตา  เพราะท่านยังไม่มีดวงตาแท้ดวงนี้  เมื่อให้ดวงตานี้แก่ท่านแล้ว  ท่านจะไม่รู้สึกแสบตาอีกต่อไป  พวกเราส่วนหนึ่งจะรู้สึกได้  จะมองเห็นดวงตาดวงนี้ได้  เพราะว่ามันมีธาตุแท้เช่นเดียวกับจักรวาล  ไร้เดียงสาอยากรู้อยากเห็น  และจะมองเข้าไปข้างใน  ดูว่าตาทิพย์ของท่านเปิดหรือยัง  มองเห็นได้หรือไม่  มันจะมองเข้าไปข้างในเพื่อดูท่าน  ในเวลานี้ตาทิพย์ของท่านก็เปิดแล้ว  ขณะที่มันเพ่งมองท่านอยู่  ทันใดนั้นท่านก็เห็นมัน  ก็จะสะดุ้งตกใจ  จริงๆ แล้วมันเป็นดวงตาของท่าน  ต่อจากนี้ไปท่านจะมองดูอะไรก็มองผ่านดวงตานี้  ท่านไม่มีดวงตานี้ก็จะมองไม่เห็น  ต่อให้ตาทิพย์เปิดแล้วก็มองไม่เห็น

มูลเหตุประการที่ 3 ก็คือ  การทะลุของระดับชั้นจะปรากฏความแตกต่างของแต่ละมิติ  นี่ก็คือเรื่องของการกำหนดระดับชั้นอย่างแท้จริง  การมองสิ่งของนอกจากช่องทางหลักของเราแล้ว  ยังมีช่องทางรองอีกมากมาย  สายพุทธกล่าวว่ามีดวงตาหนึ่งดวงในแต่ละรูขุมขน  สายเต๋าก็กล่าวว่าทวารทุกจุดในร่างกายล้วนเป็นดวงตา  ก็คือจุดลมปราณทุกจุดคือดวงตา  แน่นอนสิ่งที่เขาพูดถึงคือรูปแบบหนึ่งที่หลักธรรมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย  ทุกๆ จุดมีความสามารถที่จะมองเห็นได้

ระดับชั้นที่พวกเราพูดถึงแตกต่างจากสิ่งนี้  นอกจากช่องทางหลักแล้ว  ในระหว่างคิ้ว  หนังตาด้านบน  หนังตาด้านล่างและตรงกลางระหว่างคิ้วทั้งสองข้าง(จุดลมปราณซานเกิน)  ยังมีช่องทางรองที่สำคัญๆ อีกหลายทาง  สิ่งเหล่านี้เป็นตัวกำหนดเรื่องของการทะลุระดับชั้น  แน่นอนผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมทั่วไป  หากจุดต่างๆ ที่พูดถึงนี้สามารถมองเห็น  แสดงว่าบุคคลผู้นี้ได้บรรลุถึงระดับสูงมากแล้ว  บางคนมองเห็นด้วยดวงตา  เนื่องจากเขาบำเพ็ญปฏิบัติจนสำเร็จเป็นตาทิพย์  และมีรูปแบบความสามารถพิเศษต่างๆ  แต่หากไม่ควบคุมดวงตาให้ดี  เวลาเขามองสิ่งนี้  ก็จะมองไม่เห็นสิ่งนั้น  ก็ใช้ไม่ได้  เพราะฉะนั้นมีบางคนมักจะใช้ดวงตาข้างหนึ่งมองฝั่งนั้น  อีกข้างหนึ่งมองฝั่งนี้  แต่ส่วนใต้ตาข้างนี้(ตาขวา)ไม่มีช่องทางรอง  เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับหลักธรรม  คนเราเวลาทำในเรื่องไม่ดีไม่งามมักชอบใช้ตาขวา  ดังนั้นใต้ตาขวาจึงไม่มีช่องทางรอง  นี่คือช่องทางรองหลักที่จะปรากฏออกมาในการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในภพ

เมื่อขึ้นไปจนถึงระดับชั้นสูงมากๆ  หลุดพ้นจากการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในภพแล้ว  ยังจะปรากฏดวงตาที่คล้ายกับดวงตาซ้อน  นั่นคือบริเวณใบหน้าส่วนบนจะบังเกิดดวงตาใหญ่หนึ่งดวง  ภายในมีตาเล็กๆ มากมาย  ผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงๆ บางท่าน  บำเพ็ญปฏิบัติจนกระทั่งมีดวงตามากมายเต็มไปทั้งใบหน้า  ดวงตาทั้งหมดจะมองผ่านดวงตาใหญ่  คิดจะดูอะไรก็มองเห็นสิ่งนั้น  มองทะลุทุกระดับชั้น  ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ที่วิจัยสัตว์และแมลงทำการค้นคว้าแมลงวัน  ตาของแมลงวันใหญ่มาก  เมื่อนำไปส่องกล้องจุลทรรศน์  จะมองเห็นภายในประกอบด้วยตาเล็กๆ นับไม่ถ้วน  เรียกว่าดวงตาซ้อน  เมื่อบำเพ็ญปฏิบัติในระดับชั้นสูงมากๆ  ก็อาจมีสภาพเช่นนี้ปรากฏออกมา  จะต้องสูงกว่าระดับชั้นของพระยูไลมากมายจึงจะปรากฏสภาพเช่นนี้ได้  แต่คนธรรมดาสามัญกลับมองไม่เห็น  ระดับทั่วๆ ไปก็มองไม่เห็นว่ามันมีอยู่  เพียงมองเห็นว่าเหมือนกับคนธรรมดาสามัญ  เพราะว่ามันอยู่ในมิติอื่น  นี่เป็นการพูดถึงการทะลุระดับชั้น  ก็คือเรื่องเกี่ยวกับการสามารถทะลุมิติต่างๆ

โดยหลักข้าพเจ้าได้อธิบายโครงสร้างของตาทิพย์ให้พวกเราได้ทราบแล้ว  เราใช้กำลังจากภายนอกเปิดตาทิพย์ให้แก่ท่าน  ซึ่งจะรวดเร็วและง่ายกว่า  ขณะที่ข้าพเจ้าอธิบายเกี่ยวกับตาทิพย์นั้น  พวกเราทุกคนจะรู้สึกว่าบริเวณหน้าผากตึงและแน่น  กล้ามเนื้อขมวดและเจาะเข้าข้างใน  เป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่  เป็นเช่นนี้จริงๆ  คนที่ตั้งใจมาบำเพ็ญหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)  ทุกคนจะรู้สึกเช่นนี้  มีกำลังค่อนข้างแรง  หมุนเข้าข้างใน  เราส่งพลัง(กง)ที่ใช้เฉพาะสำหรับเปิดตาทิพย์เพื่อเปิดให้ท่าน  ขณะเดียวกันก็ส่งธรรมจักร(ฝ่าหลุน)ออกไปช่วยเสริมสร้างให้แก่ท่าน  ขณะที่เราพูดถึงเรื่องตาทิพย์นั้น  ขอเพียงเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)  ข้าพเจ้าจะเปิดให้ทุกคน  แต่มิใช่ว่าทุกคนจะสามารถมองเห็นได้ชัด  และไม่แน่เสมอไปว่าทุกคนจะสามารถมองเห็นได้  นี่เกี่ยวข้องโดยตรงกับตัวของท่าน  แต่ไม่เป็นไร  ท่านมองไม่เห็นก็ไม่เป็นไร  ค่อยๆ บำเพ็ญปฏิบัติ  เมื่อท่านยกระดับสูงขึ้น  ท่านจะค่อยๆ มองเห็นได้  จากเห็นไม่ชัดเจนจนกระทั่งชัดเจน  ขอเพียงท่านบำเพ็ญปฏิบัติอย่างตั้งใจและแน่วแน่  สิ่งที่ท่านสูญหายไปก็จะกลับคืนมา

การเปิดตาทิพย์ด้วยตัวเองค่อนข้างลำบาก  ข้าพเจ้าขอพูดถึงบางรูปแบบของการเปิดตาทิพย์ด้วยตนเอง  อาทิเช่นบางคนเวลานั่งสมาธิ  และมองดูบริเวณหน้าผาก  มองดูตาทิพย์  จะรู้สึกว่าบริเวณหน้าผากดำสนิท  อะไรก็ไม่มี  นานเข้าเขาจะรู้สึกว่าบริเวณหน้าผากจะเริ่มเปลี่ยนเป็นขาว  บำเพ็ญปฏิบัติต่อไปอีกระยะเวลาหนึ่ง  เขาจะพบว่าหน้าผากจะเริ่มสว่าง  หลังจากนั้นจะแดง  ถึงจุดนี้มันจะเปิดออก  เหมือนกับดอกไม้ที่บานออกเหมือนที่เห็นในภาพยนตร์หรือโทรทัศน์  ดอกตูมบานในชั่วพริบตา  จะมีภาพเช่นนี้ปรากฏ  สีแดงเดิมที่ราบเรียบ  ทันใดนั้น ก็จะนูนขึ้นมา  ดันออกมาตรงกลางอย่างต่อเนื่อง  ท่านคิดจะให้มันดันออกมาให้หมด 8 ปี 10 ปี  ก็ยังไม่สำเร็จ  เพราะว่าตาทิพย์ถูกปิดตาย

บางคนตาทิพย์ไม่ได้ถูกปิดตาย  มันมีช่องทาง  แต่เพราะว่าเขาไม่ได้ฝึกพลัง(กง)  ไม่มีพลังงาน  เพราะฉะนั้นขณะที่เขาฝึกพลัง(กง)  ทันใดนั้นก็จะปรากฏสิ่งกลมๆ สีดำอยู่ตรงหน้า  เมื่อฝึกพลัง(กง)นานเข้า  มันจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นขาว  จากขาวค่อยๆ สว่างขึ้นสว่างขึ้น  จนรู้สึกแสบตา  บางคนถึงกับพูดว่า  ฉันมองเห็นดวงอาทิตย์แล้ว  ฉันมองเห็นดวงจันทร์แล้ว  วามจริงท่านไม่ได้เห็นดวงอาทิตย์  หรือดวงจันทร์หรอก  สิ่งที่ท่านเห็นนั้นคืออะไร  ก็คือช่องทางเส้นนี้  บางคนสามารถทะลุระดับชั้นได้ค่อนข้างเร็ว  เมื่อใส่ดวงตาให้แล้ว  ก็สามารถมองเห็นได้โดยตรง  แต่บางคนก็ยากมาก  เขาวิ่งไปตามช่องทางนี้  บ้างก็เหมือนอุโมงค์  บ้างก็เหมือนบ่อน้ำ  เมื่อฝึกพลัง(กง)ก็จะพุ่งออกไปภายนอก  แม้กระทั่งเวลานอนหลับก็ยังรู้สึกว่าตัวเองวิ่งไปสู่ภายนอก  บางคนรู้สึกเหมือนกับขี่ม้า  บางคนรู้สึกว่าตัวเองกำลังบินอยู่  กำลังวิ่งอยู่  บ้างก็รู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในรถพุ่งออกไปข้างหน้า  แต่ก็รู้สึกว่าพุ่งออกไปอย่างไรก็ไม่ถึงสุดทางสักที  เพราะว่าการเปิดตาทิพย์ด้วยตัวเองเป็นสิ่งที่ยากมาก  สายเต๋าเปรียบร่างกายมนุษย์เป็นจักรวาลเล็ก ถ้าเป็นจักรวาลเล็ก พวกเราลองคิดดู จากบริเวณหน้าผากไปถึงต่อมไพเนียลในสมองยาวมากกว่าสิบหมื่นแปดพันลี้  ดังนั้นเขาจึงมีความรู้สึกว่าพุ่งออกไป  แต่ไปไม่ถึงปลายทางสักที

สายเต๋าเปรียบร่างกายของเราเหมือนกับจักรวาลเล็ก  มีเหตุผลมาก ไม่ได้หมายความว่าส่วนประกอบและโครงสร้างของร่างกายจะเหมือนกับจักรวาล  ไม่ได้พูดถึงรูปแบบที่คงอยู่ของร่างกายที่อยู่ในมิติวัตถุนี้  เราพูดถึง  ปัจจุบันสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบเกี่ยวกับสสารที่เล็กกว่าเซลล์ของร่างกายมีสภาพเป็นอย่างไร  องค์ประกอบของแต่ละโมเลกุล  เล็กกว่าโมเลกุลคืออะตอม  โปรตอน  นิวเคลียสอะตอม  อิเล็กตรอน  ควาร์ก  สสารที่เล็กที่สุดที่วิจัยพบในปัจจุบันคือนิวทริโน  ถ้าเช่นนั้นอนุภาคที่เล็กที่สุดคืออะไร  เป็นเรื่องลำบากที่จะทำการวิจัยค้นคว้า  องค์ศากยมุนีในบั้นปลายของชีวิตได้ตรัสไว้ว่า  “ใหญ่จนไม่มีขอบเขต  เล็กจนไม่มีที่สุดของภายใน”  ความหมายคืออะไร  ในระดับชั้นของพระยูไลนั้น  ใหญ่จนมองไม่เห็นขอบเขตของจักรวาล  เล็กจนมองไม่เห็นอนุภาคที่เล็กที่สุดของสสาร  เพราะฉะนั้นพระองค์ตรัสไว้ว่า  “ใหญ่จนไม่มีขอบเขต  เล็กจนไม่มีที่สุดของภายใน”

องค์ศากยมุนียังตรัสถึงทฤษฎีมหาตรีสหัสสโลกธาตุ(โลกใหญ่สามพันใบ)ว่า  ในจักรวาลของเรา  ในระบบทางช้างเผือกของเรานี้  มีดาวเคราะห์อีกสามพันดวงยังคงมีสิ่งมีชีวิตซึ่งมีรูปคล้ายร่างกายมนุษย์ซึ่งเต็มไปด้วยสีสัน พระองค์ยังตรัสอีกว่า  ภายในเม็ดทรายเม็ดหนึ่งยังมีโลกใหญ่สามพันใบเช่นนี้อยู่อีก  ทรายเม็ดหนึ่งก็เหมือนจักรวาลหนึ่ง  ภายในจักรวาลนั้นยังมีมนุษย์ที่มีสติปัญญาเช่นเดียวกับพวกเรา  มีดาวเคราะห์เช่นนี้  ยังมีภูเขาและแม่น้ำ  ฟังดูแล้วช่างเหลือเชื่อ  หากเป็นเช่นนี้  พวกเราคิดดู  ภายในดาวเคราะห์ที่ว่านั้นยังมีเม็ดทรายอีกมิใช่หรือ  ภายในเม็ดทรายเม็ดนั้นยังมีโลกใหญ่สามพันใบอีกใช่หรือไม่  ถ้าเช่นนั้นภายในโลกใหญ่สามพันใบนั้นยังมีเม็ดทรายอีกใช่ไหม  และภายในเม็ดทรายนั้นยังมีโลกใหญ่อีกสามพันใบใช่หรือไม่  เพราะฉะนั้นอยู่ในระดับชั้นของพระยูไลยังมองไม่เห็นถึงก้นบึ้งของมัน

โมเลกุลในเซลล์ของมนุษย์เราก็เช่นกัน  ผู้คนถามว่าจักรวาลใหญ่แค่ไหน  ข้าพเจ้าขอบอกกับพวกเรา  จักรวาลของเรามีขอบเขต  แต่ในระดับชั้นของพระยูไล  ก็มองจักรวาลเป็นสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด  ใหญ่เสียจนไม่มีขีดจำกัด  แต่ภายในร่างกายมนุษย์  ตั้งแต่โมเลกุลไปจนถึงอนุภาคขนาดเล็กมากภายในจักรวาลจะใหญ่โตเท่าจักรวาล  ฟังดูช่างเหลือเชื่อ  การสร้างคนหนึ่งคน  ชีวิตหนึ่งชีวิต  ภายใต้จักรวาลที่มีขนาดเล็กอย่างที่สุด  องค์ประกอบของชีวิตของเขา  ธาตุแท้ของเขาได้กำหนดโครงสร้างไว้แน่นอนแล้ว  เพราะฉะนั้นการค้นคว้าวิจัยสิ่งนี้  วิทยาศาสตร์ปัจจุบันยังคงห่างไกลอีกมากนัก  เปรียบเทียบกับสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาสูงบนดาวดวงอื่นในจักรวาล  มาตรฐานเทคโนโลยีของมนุษย์เรายังต่ำมาก  เพราะว่าในมิติอื่นที่คงอยู่ในเวลาเดียวกัน  ที่เดียวกัน  เรายังไม่สามารถจะทะลุไปได้  ในขณะที่จานบินจากต่างดาวกลับสามารถไปมาระหว่างมิติต่างๆ โดยตรง ความนึกคิดเกี่ยวกับมิติกาลเวลาได้เกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว  ดังนั้นคิดจะมาก็มา  คิดจะไปก็ไป  รวดเร็วมากเสียจนความคิดของมนุษย์เช่นเรายอมรับไม่ได้

เมื่อเราพูดถึงเรื่องของตาทิพย์ก็มีพูดถึงปัญหานี้  เพราะว่าขณะที่ท่านวิ่งออกจากช่องทางไปสู่ภายนอก  ท่านจะรู้สึกว่ามันไม่มีที่สิ้นสุด  บางคนอาจมองเห็นสภาพการณ์อีกแบบหนึ่ง  เขารู้สึกว่าไม่ได้วิ่งไปตามอุโมงค์  แต่กำลังวิ่งไปตามทางใหญ่ที่ไร้ขอบเขตจำกัด  ตามสองข้างทางมีภูเขา  มีน้ำ  มีเมือง  วิ่งตรงไปข้างนอก  ฟังแล้วยิ่งเหลือเชื่อ  ข้าพเจ้าจำได้ว่ามีอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ท่านหนึ่งเคยพูดไว้เช่นนี้  ภายในหนึ่งรูขุมขนของคนก็มีหนึ่งเมือง  ภายในมีรถไฟและรถยนต์วิ่งกันขวักไขว่  คนฟังแล้วรู้สึกตกใจ  เหลือเชื่อ  พวกเราคงทราบ  อนุภาคของสสารประกอบด้วยโมเลกุล  อะตอม  โปรตอน  ค้นคว้าลึกลงไปถึงแต่ละชั้น  หากท่านสามารถมองเห็นผิวของแต่ละชั้น  แต่ไม่ใช่มองเพียงจุดเดียว  แต่มองถึงชั้นผิวของโมเลกุล  ชั้นผิวของอะตอม  ชั้นผิวของโปรตอน  ชั้นผิวของนิวเคลียส  ท่านก็จะมองเห็นรูปแบบการคงอยู่ในมิติที่แตกต่างกัน  ไม่ว่าจะเป็นสสารใดๆ  รวมถึงร่างกายของคน  และระดับชั้นของมิติในมิติจักรวาล  จะอยู่พร้อมกันในเวลาเดียวกัน  เชื่อมต่อกัน  การค้นคว้าวิจัยอนุภาคของสสารในวิชาฟิสิกส์ปัจจุบัน  ค้นคว้าวิจัยเพียงอนุภาคเดียว  โดยการวิเคราะห์และทำให้มันแยกออก  และค้นคว้าองค์ประกอบของนิวเคลียสหลังจากนิวเคลียสแตกออก  ถ้ามีเครื่องมือซึ่งสามารถขยาย  และดูปรากฏการณ์ทั้งหมดขององค์ประกอบของอะตอมหรือโมเลกุลในระดับชั้นนี้ได้  หากสามารถมองเห็นภาพนี้  ท่านก็ก้าวข้ามมิตินี้ได้  มองเห็นภาพจริงที่คงอยู่ในมิติอื่น  ร่างกายของมนุษย์ก็สอดคล้องกับมิติภายนอก  สิ่งเหล่านี้ล้วนคงอยู่ในรูปแบบเช่นนี้

การเปิดตาทิพย์ด้วยตัวเองยังมีสภาพแตกต่างกันบางอย่า  เราได้เน้นถึงปรากฏการณ์โดยทั่วไป  มีบางคนยังมองเห็นตาทิพย์หมุน  ผู้ฝึกพลัง(กง)สายเต๋ามักจะเห็นตาทิพย์หมุนอยู่ภายใน  เมื่อจานไท่จี๋(ไท้เก็ก)นั้นแตกออก  ต่อจากนั้นเขาจึงจะมองเห็นภาพ  แต่มิใช่ว่าในสมองของท่านจะมีไท่จี๋อยู่  อาจารย์ได้ใส่ของชุดหนึ่งให้แก่ท่านไว้ตั้งแต่เริ่มต้น  ในนั้นมีไท่จี๋อยู่ด้วย  อาจารย์จะปิดตาทิพย์ของท่านเอาไว้  เมื่อถึงเวลาตาทิพย์ท่านเปิด  ไท่จี๋จึงแตกออก  อาจารย์ตั้งใจวางขั้นตอนไว้ให้  ไม่ใช่ในสมองของท่านมีอยู่เดิม

ยังมีคนจำนวนหนึ่งแสวงหาการเปิดตาทิพย์  ยิ่งฝึกก็ยิ่งไม่เปิด  มีสาเหตุเป็นอย่างไร  ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจ  เหตุผลสำคัญคือจะมุ่งไปแสวงหาตาทิพย์ไม่ได้  ยิ่งแสวงหายิ่งไม่ได้  เรายิ่งแสวงหาตาทิพย์จะยิ่งไม่เปิด  ยิ่งกว่านั้นกลับจะมีสิ่งหนึ่งดำก็ไม่ดำ  ขาวก็ไม่ขาว  ทะลักออกมาจากข้างในตาทิพย์ของท่านมาปิดตาทิพย์ของท่านไว้  เวลานานเข้า  สิ่งนี้ก็จะก่อเกิดเป็นสนามใหญ่  ยิ่งทะลักออกมามากขึ้นมากขึ้น  พอตาทิพย์ยิ่งไม่เปิดก็ยิ่งแสวงหามัน  สิ่งนี้ก็จะยิ่งทะลักออกมา  สุดท้ายก็จะห้อมล้อมร่างกายของท่านทั้งหมดไว้  จนกระทั่งหนามากๆ  ก่อเกิดเป็นสนามใหญ่  หากว่าตาทิพย์ของท่านเปิด  ท่านก็จะมองไม่เห็น  เพราะว่าท่านถูกจิตยึดติดของท่านปิดกั้นเอาไว้  เว้นแต่ว่าท่านจะไม่ไปเคี่ยวเข็ญที่จะแสวงหามันอีก  ละทิ้งจิตยึดติดนี้ทั้งหมด  มันก็จะค่อยๆ สลายตัวไป  แต่ก็จะต้องผ่านขั้นตอนการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างยากลำบากเป็นเวลานานจึงจะขจัดทิ้งไปได้  นี่เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นเลย  บางคนไม่เข้าใจ  อาจารย์บอกเขาว่าอย่าเสาะแสวงหาเลย  แสวงหาไม่ได้  เขาก็ไม่เชื่อ  ดึงดันจะเอาให้ได้  สุดท้ายได้ในสิ่งตรงกันข้าม

ความสามารถพิเศษมองระยะไก

ความสามารถพิเศษชนิดหนึ่งซึ่งสัมพันธ์กับตาทิพย์โดยตรง  เรียกว่าการมองระยะไกล  บางคนพูดว่า  ฉันนั่งอยู่ที่นี่สามารถมองเห็นทัศนียภาพของกรุงปักกิ่ง  มองเห็นทัศนียภาพในประเทศสหรัฐอเมริกา  มองเห็นอีกด้านหนึ่งของโลก  บางคนไม่เข้าใจ  วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้  ทำไมจึงเป็นเช่นนี้  มีคนพยายามอธิบาย  อย่างนี้อย่างนั้น  ก็ไม่แจ่มแจ้ง  ไม่เข้าใจว่าทำไมมนุษย์เราจึงมีความสามารถระดับนี้ได้  จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนี้  ผู้ฝึกบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในระดับชั้นของหลักธรรมในภพจะไม่มีความสามารถนี้  สิ่งที่เขามองเห็น  รวมทั้งการมองระยะไกล  และความสามารถพิเศษอื่นๆ จํานวนมาก  ล้วนบังเกิดผลในมิติที่กำหนดเท่านั้น  จะใหญ่เท่าใดก็ไม่เกินกว่ามิติวัตถุของโลกมนุษย์นี้  โดยทั่วไปไม่เกินกว่ามิติสนามของตัวเอง

ร่างกายของเรา  ในมิติที่กำหนดจะมีสนามอยู่  สนามนี้จะแตกต่างจากสนามของกุศล  ไม่ใช่มิติเดียวกัน  ขนาดความใหญ่เล็กใกล้เคียงกัน  สนามนี้มีส่วนสัมพันธ์สอดคล้องตรงกันกับจักรวาล  ฝั่งนั้นของจักรวาลมีอะไร  ในสนามของเขาก็จะมีภาพที่สอดคล้องตรงกันสะท้อนมาเช่นกัน  ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนสะท้อนกลับมาได้  มันเป็นเพียงภาพเงา  ไม่มีตัวตน  ตัวอย่างเช่น  บนโลกมีประเทศสหรัฐอเมริกา  มีกรุงวอชิงตัน  ในสนามของเขาก็จะมีภาพสะท้อนของประเทศสหรัฐอเมริกา  กรุงวอชิงตัน  แต่เป็นเงา  และเงาก็คือสสารชนิดหนึ่ง  มันสะท้อนอย่างสอดคล้องตรงกัน  เปลี่ยนแปลงตามการเปลี่ยนแปลงของฝั่งโน้น  ดังนั้นความสามารถพิเศษมองระยะไกลที่ว่านี้  ก็คือสิ่งที่เขามองเห็นภายในขอบข่ายสนามในมิติของเขาเอง  เมื่อเขาบำเพ็ญปฏิบัติจนหลุดจากหลักธรรมในภพ  ก็จะไม่มองในลักษณะนี้อีกต่อไป  ต่จะมองโดยตรง  เรียกว่าอิทธิฤทธิ์แห่งพุทธธรรม  ซึ่งมีอานุภาพยิ่งใหญ่หาที่เปรียบมิได้

ส่วนหลักธรรมในภพ  ความสามารถพิเศษมองระยะไกลเป็นอย่างไร  ข้าพเจ้าจะวิเคราะห์ให้พวกท่านฟัง  ในมิติของสนามนี้ ณ บริเวณหน้าผากของคน  จะมีกระจกอยู่บานหนึ่ง  คนที่ไม่ฝึกพลัง(กง)จะปิดล็อคไว้ คนที่ฝึกพลัง(กง)จะพลิกหมุนกลับมาได้  ขณะที่ความสามารถพิเศษมองระยะไกลของคนจะปรากฏออกมา  มันสามารถพลิกกลับไปกลับมา  พวกเราคงรู้จักหลักการของภาพยนตร์  ฟิล์มต้องวิ่งด้วยความเร็ว 24 ช่องต่อวินาที  จึงจะทำให้ภาพที่ฉายออกมามีการเคลื่อนไหวต่อเนื่องกัน  หากต่ำกว่า 24 ช่องต่อวินาที ภาพจะเต้น  การพลิกของกระจกบานนี้เร็วกว่า 24 ช่องต่อวินาที  ภาพที่รับได้จะถูกสะท้อนขึ้นบนกระจก  และพลิกกลับมาให้ท่านดู  พลิกกลับไปก็จะลบออก  หลังจากนั้นจะจับภาพใหม่พลิกกลับมาใหม่  ลบออกใหม่  โดยจะพลิกกลับไปกลับมาไม่หยุด  เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรามองเห็นจึงเคลื่อนไหว  นี่ก็คือการฉายภาพสิ่งที่อยู่ในสนามมิติของท่านให้ท่านดู  และสิ่งที่ปรากฏในสนามมิติก็คือภาพซึ่งสอดคล้องกับจักรวาลใหญ่

แล้วด้านหลังของร่างกายของเราจะมองเห็นได้อย่างไร  กระจกเงาบานเล็กแค่นี้คงไม่สามารถจับภาพได้รอบร่างกายของเรา  เป็นที่ทราบกันดีว่า  ตาทิพย์ของคนเมื่อเปิดถึงระดับสูงกว่าทิพจักษุ  ในขณะที่จะเข้าสู่ปัญญาจักษุก็จะต้องทะลุผ่านมิติของเรานี้  ในขณะที่กำลังจะทะลุแต่ยังไม่ทะลุได้ทั้งหมดนั้น  ตาทิพย์ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง  คือมองวัตถุไม่มีตัวตน  มองคนก็ไม่มีตัวตน  กำแพงก็หายไป  อะไรก็ไม่มีตัวตน  วัตถุไม่หลงเหลืออยู่อีกต่อไป  กล่าวคือในมิติที่กำหนดนี้  มองต่อไปอีกในแนวลึก  จะพบว่าคนก็ไม่มี  เหลือเพียงกระจกบานหนึ่งอยู่ภายในบริเวณสนามมิติของท่าน  กระจกบานนี้ซึ่งอยู่ในสนามมิติของท่านจะมีขนาดเท่ากันกับสนามมิติของท่านทั้งหมด  เพราะฉะนั้น  เมื่อกระจกพลิกกลับไปกลับมา  ก็จะสามารถส่องมองเห็นได้ทุกแห่ง  ภายในสนามมิติของท่าน  สิ่งที่สอดคล้องกับจักรวาล  จะสะท้อนให้ท่านได้มองเห็น  นี่ก็คือความสามารถพิเศษมองระยะไกลที่เรากล่าวถึง

ในการทดสอบความสามารถพิเศษมองระยะไกลของนักสรีรวิทยา  ความสามารถพิเศษนี้จะง่ายต่อการถูกลบล้าง  เหตุผลก็คือ  ยกตัวอย่างเช่น  เราถามเขาว่า  ญาติของคนๆ หนึ่งที่ปักกิ่งเขากำลังทำอะไร  เมื่อบอกชื่อเสียงเรียงนามของญาติผู้นี้และสภาพทั่วๆ ไปแล้ว  เขาก็จะสามารถมองเห็นได้  ขาบอกว่า  ตึกนี้มีลักษณะเป็นอย่างไร  มีประตูทางเข้าอย่างไร  เข้าไปในห้องจัดวางไว้อย่างไรบ้าง  พูดได้ถูกต้องทั้งหมด  เมื่อถามว่าแล้วคนนี้กำลังทำอะไรอยู่  เขาตอบว่ากำลังเขียนหนังสือ  เพื่อเป็นการพิสูจน์ความจริง  ก็โทรศัพท์ไปถึงญาติผู้นี้  แล้วถามเขาว่า  ตอนนี้ท่านกำลังทำอะไรอยู่  ฉันกำลังรับประทานข้าว  ซึ่งจะไม่ตรงกับสิ่งที่เขามองเห็น  ที่ผ่านมาสาเหตุที่ความสามารถพิเศษนี้ถูกปฏิเสธก็เพราะเช่นนี้  อันที่จริง  สภาพแวดล้อมที่เขามองเห็นไม่ผิดแม้แต่น้อย  แต่เนื่องจากมิติและเวลาของเรา  เราเรียกว่ามิติกาลเวลา  กับมิติกาลเวลาของมิติที่ความสามารถพิเศษคงอยู่นั้นมีความแตกต่างด้านเวลาเช่นนี้  ความนึกคิดด้านเวลาของสองฝั่งไม่เหมือนกัน  เมื่อครู่นี้เขากำลังเขียนหนังสืออยู่จริง  แต่ขณะนี้กำลังรับประทานข้าว  มีความแตกต่างด้านเวลาเช่นนี้  ดังนั้นหากคนที่ทําการค้นคว้าวิจัยทางด้านสรีรวิทยาตามหลักทฤษฎีแบบเดิมๆ  หรือตามกฎวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน  ต่อให้ค้นคว้าไปอีกหมื่นปี  ก็ไม่มีประโยชน์  เพราะว่าความสามารถเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยู่เหนือคนธรรมดาสามัญตั้งแต่เริ่มต้น  ดังนั้นคนต้องเปลี่ยนความคิด  จะทำความเข้าใจต่อสิ่งเหล่านี้กันเช่นนี้ต่อไปไม่ได้

ความสามารถหยั่งรู้อดีตและอนาคต

ยังมีความสามารถพิเศษอีกชนิดหนึ่ง  ซึ่งสัมพันธ์กับตาทิพย์โดยตรง  เรียกว่าความสามารถหยั่งรู้อดีตและอนาคต  ปัจจุบันในโลกนี้มีความสามารถพิเศษ 6 ชนิด เป็นที่ยอมรับกัน  ในจำนวนนั้นรวมถึงตาทิพย์  ความสามารถมองระยะไกล  และความสามารถหยั่งรู้อดีตและอนาคต  อะไรคือความสามารถหยั่งรู้อดีตและอนาคต  ก็คือสามารถหยั่งรู้ถึงอดีตและอนาคตของคน  สำหรับสิ่งที่ใหญ่เขาสามารถจะล่วงรู้ถึงความรุ่งเรืองและความเสื่อมถอยของสังคม  สําหรับสิ่งที่ใหญ่ยิ่งขึ้นไปอีกเขาจะสามารถเห็นแบบแผนการเปลี่ยนแปลงของร่างจักรวาลทั้งหมด  นี่คือความสามารถพิเศษหยั่งรู้อดีตและอนาคต  เพราะว่าวัตถุจะเคลื่อนที่ไปตามแบบแผนที่แน่นอน  ในมิติพิเศษ วัตถุใดๆ ล้วนมีรูปแบบการคงอยู่ในมิติอื่นๆ ซึ่งมีอยู่มากมาย  ยกตัวอย่างเช่น  เมื่อร่างกายคนเคลื่อนที่ เซลล์ภายในร่างกายของคนก็จะเคลื่อนที่ตามไปด้วย  มองให้ละเอียดลึกลงไป  โมเลกุล  โปรตอน  อิเล็กตรอน  อนุภาคยิ่งเล็กยิ่งเล็กลงไป  ส่วนประกอบทั้งหมดก็จะเคลื่อนที่ตามไปด้วย  แต่อนุภาคเหล่านี้มีรูปแบบการคงอยู่ที่เป็นเอกเท  รูปแบบของร่างกายที่อยู่ในมิติอื่นก็จะมีการเปลี่ยนแปลงด้วย

เราพูดกันว่าวัตถุธาตุไม่มีวันดับสูญมิใช่หรือ  ท่ามกลางมิติพิเศษที่กำหนด  เมื่อเราทำงานเสร็จหนึ่งเรื่อง  ก็คือคนลงมือกระทำอะไร  วัตถุธาตุก็จะคงอยู่  ไม่ว่าเราทำอะไรก็จะมีภาพและข้อมูลหลงเหลือไว้  ในอีกมิติหนึ่ง  มันไม่มีวันดับสลาย  จะอยู่ที่นั่นตลอดไป  ผู้ที่มีความสามารถพิเศษ  พอเห็นภาพในอดีตที่คงอยู่ก็จะทราบทันที  ต่อไปภายหน้าหากท่านมีความสามารถหยั่งรู้อดีตและอนาคต  ท่านลองมองดูสภาพการถ่ายทอดธรรมะของเราในวันนี้  มันจะยังคงอยู่  จะยังคงอยู่ ณ ที่นั้นแล้วในตอนนี้  ในขณะที่มนุษย์เราถือกำเนิดมานั้น  ภายใต้มิติพิเศษซึ่งปราศจากความนึกคิดของกาลเวลา  ตลอดทั้งชีวิตของคนเราก็มีอยู่แล้วในเวลาเดียวกัน  บางคนยังไม่ใช่มีเพียงชาติเดียว

อาจมีบางท่านคิด  ถ้าเช่นนั้นเราไม่มีความจำเป็นต้องดิ้นรนต่อสู้และพัฒนาตัวเองอีกแล้ว  เขายอมรับไม่ได้  ความจริงแล้วการต่อสู้ของคนสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตของคน  สิ่งเล็กๆ น้อยๆหล่านี้ผ่านการดิ้นรนต่อสู้ด้วยความพยายามของคน  สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้บ้าง  แต่ความพยายามที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของท่านอาจทำให้ท่านได้รับกรรม  มิฉะนั้นก็จะไม่มีปัญหาของการก่อกรรมทำชั่ว  ไม่มีปัญหาของการทำดีทำเลว  เวลาที่เขาฝืนทำเช่นนี้  เท่ากับเขาเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น  ทำเรื่องไม่ดี  เพราะฉะนั้นในการฝึกบำเพ็ญปฏิบัติจึงเน้นเรื่องการเป็นไปตามธรรมชาติ  ก็คือเหตุผลนี้  เพราะความพยายามของท่านจะเป็นการทำร้ายผู้อื่น  แต่เดิมในชีวิตของท่านไม่มีสิ่งนี้  ในสังคมหากท่านได้สิ่งที่เป็นของผู้อื่นมา  ท่านก็จะติดค้างผู้อื่น

เขาคิดที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องใหญ่  เป็นสิ่งที่คนธรรมดาสามัญไม่อาจทำได้  มีวิธีหนึ่งที่จะเปลี่ยนแปลงได้  นั่นคือบุคคลผู้นี้ทำแต่ความชั่ว  ทำทุกอย่างที่ชั่วร้าย  เขาก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาได้  แต่สิ่งที่เขาต้องเผชิญก็คือการดับสลายโดยสิ้นเชิง  เมื่อพวกเรามองจากระดับสูง  คนเราตายไป  จิตหลัก(เหวียนเสิน)ไม่ดับสูญไปด้วย  จิตหลัก(เหวียนเสิน)ทำไมจึงไม่ดับสูญ  ความจริงที่พวกเราเห็นเมื่อคนตายไปแล้ว  ซากศพที่วางไว้ในห้องดับจิตนั้น  เป็นเพียงเซลล์ในร่างกายคนในมิตินี้เท่านั้น  อวัยวะส่วนประกอบของเซลล์ทุกเซลล์ภายในของร่างกาย  และเรือนร่างทั้งร่างก็คือเซลล์ในมิตินี้ได้หลุดไป  แต่ในมิติอื่นร่างกายของคนซึ่งประกอบด้วยสสารอนุภาคที่เล็กกว่าโมเลกุล  อะตอม  โปรตอน ฯลฯ  จริงๆ แล้วไม่ได้ตายไปด้วย  มันยังคงอยู่ในมิติอื่น  ยังคงอยู่ภายใต้มิติของจักรวาลในระดับจุลทรรศน์  สำหรัผู้ที่กระทำแต่ความเลวเมื่อตายไป  เซลล์ทั้งหมดจะแยกสลาย  พุทธศาสนาเราเรียกว่าการดับสลายของกายและจิต

ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนได้  ซึ่งเป็นวิธีการเดียวเท่านั้นก็คือบุคคลผู้นี้เดินสู่เส้นทางของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม  ทำไมการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมจึงสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนได้  สิ่งนี้ใครจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ หรือ  เพราะเมื่อบุคคลผู้นี้เกิดความคิดที่จะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม  ความคิดจุดประกายขึ้นในสมอง  ส่องประกายแวววาวเหมือนดั่งทองคำ  กระเทือนไปทั่วทศทิศ  ในความคิดของสายพุทธ  จักรวาลคือทศทิศ  เพราะจากการมองของสิ่งมีชีวิตชั้นสูง  มนุษย์มิใช่มีชีวิตเพื่อเป็นมนุษย์  แต่ชีวิตของมนุษย์เกิดขึ้นท่ามกลางมิติของจักรวาล  เป็นคุณลักษณะเดียวกับจักรวาล  ดีงามและบริสุทธิ์  ประกอบขึ้นด้วยสสารคือความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น)  แต่เมื่อมีความสัมพันธ์ท่ามกลางการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในหมู่คณะ บางคนทำตัวเลวลง  จึงตกต่ำลงมา  หากเขาไม่สามารถอยู่ในระดับชั้นนี้ได้อีก  ทำตัวเลวลงอีก  เขาก็จะตกลงมาอีกชั้นหนึ่ง  ตกลงมา  ตกลงมา  ตกลงมา  สุดท้ายจึงตกลงมาอยู่ในระดับชั้นของคนธรรมดาสามัญนี้

ในระดับชั้นนี้  บุคคลผู้นี้สมควรถูกทำลายให้ดับสูญไป  แต่ว่าท่านผู้รู้แจ้งทั้งหลายซึ่งเปี่ยมด้วยเมตตาจิต  จึงตั้งใจสร้างมิติพิเศษนี้ขึ้นมา  ซึ่งเหมือนกับมิติสังคมของมนุษย์เรานี้  ในมิตินี้  ให้ร่างที่เป็นเนื้อหนังมังสา  ให้ดวงตาคู่ซึ่งถูกจำกัดให้เห็นเฉพาะวัตถุในมิตินี้  ให้ตกอยู่ท่ามกลางวังวน  ให้เขามองไม่เห็นความเป็นจริงของจักรวาล  แต่ในมิติอื่นๆ ล้วนสามารถมองเห็นได้  ท่ามกลางวังวนและสภาวะเช่นนี้  ให้โอกาสเขาอีกครั้ง  เพราะอยู่ท่ามกลางวังวนจึงทุกข์ยากลำบากมาก  ให้เรือนร่างนี้เพื่อความทุกข์ทรมาน  หากว่าเขาสามารถหวนคืนกลับขึ้นไปจากมิตินี้  สายเต๋าเรียกว่า  การกลับคืนสู่สภาพดั้งเดิมแท้จริง  เขาต้องมีความตั้งใจที่จะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม  ก็คือจิตพุทธได้ส่องประกายออกมา  เป็นจิตที่ล้ำค่ายิ่งนัก  ผู้รู้แจ้งก็จะช่วยเหลือเขา  เขายังไม่หลงทางท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันทุกข์ยากนี้  ยังอยากกลับไป  ดังนั้นผู้รู้แจ้งก็จะช่วยเหลือเขา  ช่วยเหลือเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข  ช่วยเหลือเขาได้ทุกอย่าง  ทำไมเราจึงสามารถช่วยเหลือผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม  แต่ไม่ช่วยคนธรรมดาสามัญ  นี่ก็คือเหตุผล

ถ้าเช่นนี้คนธรรมดาสามัญคิดจะรักษาโรค  อะไรก็ช่วยเหลือท่านไม่ได้  คนธรรมดาสามัญก็คือคนธรรมดาสามัญซึ่งจะต้องอยู่ในสภาพของสังคมทั่วไป  มีคนกล่าวกันว่า  พระพุทธช่วยสรรพสัตว์ให้หลุดพ้น  สายพุทธเน้นการช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์  ข้าพเจ้าขอบอกกับท่าน  ท่านไปเปิดดูคัมภีร์ทุกเล่มในพุทธศาสนา  ไม่ได้บอกว่าการช่วยรักษาโรคคือการช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้หลุดพ้น  หลายปีมานี้อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ปลอมเหล่านั้นได้ทำเรื่องนี้จนวุ่นวายสับสนไปหมด  อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ที่แท้จริงจะไม่สอนให้ท่านไปรักษาผู้เจ็บป่วย  เขาจะสอนให้ท่านฝึกฝนตัวเอง  เพื่อขจัดปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บและเสริมสุขภาพ  ท่านเป็นคนธรรมดาสามัญ  เรียนรู้ปฏิบัติธรรมได้เพียงสองวันท่านจะสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ผู้อื่นได้อย่างไร  มิเป็นการหลอกลวงคนหรือ  มิเป็นการส่งเสริมให้มีจิตยึดติดหรือ  แสวงหาชื่อเสียงเงินทอง  แสวงหาสิ่งที่เกินความสามารถของมนุษย์เพื่อโอ้อวดให้คนเขาเห็น  ซึ่งจะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้  เพราะฉะนั้นบางคนยิ่งเสาะแสวงหายิ่งไม่ได้  และไม่อนุญาตให้ท่านทำเช่นนี้  ไม่อนุญาตให้ท่านทำลายสภาพสังคมมนุษย์ตามอำเภอใจ

จักรวาลก็มีกฎเช่นนี้อยู่  เมื่อท่านต้องการจะกลับสู่สภาพดั้งเดิมแท้จริง  ผู้รู้แจ้งก็จะช่วยเหลือท่าน  เพราะเขาเห็นว่าชีวิตมนุษย์ควรกลับคืนสู่สภาพดั้งเดิมแท้จริง  มิใช่จมอยู่กับสังคมมนุษย์  หากมนุษย์ไม่มีการเจ็บไข้ได้ป่วย  ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย  บอกให้ท่านไปเป็นเทพท่านก็จะไม่ไป  ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ  ไม่มีความทุกข์  อยากได้อะไรก็สมหวังทุกประการ  ดีอะไรปานนั้น  เหมือนอยู่บนแดนสวรรค์  แต่เพราะท่านทำสิ่งไม่ดีจึงตกลงมาถึงขั้นนี้  จึงต้องทนทุกข์ทรมาน  คนที่ตกอยู่ท่ามกลางวังวนมักจะทำผิดได้ง่าย  ในพุทธศาสนาเรียกว่าการหมุนเวียนชดใช้กรรม  เพราะฉะนั้นเมื่อคนเราพบกับความทุกข์ยาก  มีเรื่องไม่ดีไม่งาม  ล้วนกำลังชดใช้กรรมของเขาโดยการหมุนเวียนชดใช้กรรม  พุทธศาสนายังกล่าวไว้ว่าพระพุทธมีอยู่ทุกแห่งหน  เพียงพระพุทธขยับมือหนึ่งครั้ง  ก็สามารถขจัดการเจ็บไข้ได้ป่วยของมวลมนุษย์ให้หายได้เป็นปลิดทิ้ง  นี่เป็นสิ่งที่สามารถทำได้แน่นอน  พระพุทธมีอยู่มากมายทำไมจึงไม่ทำ  เพราะว่าคนผู้นี้เมื่อปางก่อนได้ก่อหนี้เอาไว้  เขาจึงต้องรับโทษ  หากท่านไปรักษาให้เขาหายจากโรค  เท่ากับเป็นการทำลายกฎของจักรวาล  เท่ากับเป็นการยอมให้บุคคลผู้นี้ทำเรื่องไม่ดีไม่งาม  ติดหนี้คนแล้วไม่ต้องชดใช้  ยอมให้เป็นเช่นนี้ไม่ได้  ดังนั้นใครๆ จึงช่วยกันรักษาสภาพสังคมมนุษย์เอาไว้  ก็ไม่ไปทำลาย  ทางเดียวที่จะทำให้ท่านอยู่อย่างสุขสบาย  ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บรบกวน  สามารถบรรลุเป้าหมายที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์เหล่านี้ได้อย่างแท้จริง  ก็มีเพียงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมเท่านั้น  บอกให้คนบำเพ็ญหลักธรรมที่แท้จริง  จึงจะเป็นการช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นอย่างแท้จริง

อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)มากมาย  ทำไมจึงช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้  ทำไมเขาจึงพูดถึงการรักษาโรค  มีบางคนอาจคิดถึงปัญหานี้  อาจารย์ชี่กงประเภทนี้ส่วนใหญ่ไม่ใช่เป็นพวกเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง  อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ที่แท้จริงมีเมตตาจิต  มีจิตสงสาร  ในระหว่างการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมเห็นสรรพสัตว์ล้วนตกทุกข์ได้ยาก  ก็ยื่นมือเข้าช่วยเหลือเป็นสิ่งที่กระทำได้  แต่เขาไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้  เขาเพียงแต่ระงับโรคภัยของท่านไว้ชั่วขณะหนึ่ง  หรือเป็นการผลักดันออกไป  ไม่เป็นเวลานี้แต่จะเป็นในภายหน้า  เป็นการเคลื่อนย้ายโรคภัยออกไปข้างหน้า  หรือแปรเปลี่ยนให้ท่านชั่วระยะหนึ่ง  แปรเปลี่ยนเอาโรคภัยเหล่านี้ไปให้กับญาติพี่น้องของท่าน  แต่การขจัดกรรมให้หมดสิ้นไปอย่างแท้จริงนั้น  เขาก็ไม่สามารถจะทำได้  ไม่อนุญาตให้ทำกับคนธรรมดาสามัญเช่นนี้ได้ตามอำเภอใจ  แต่จะทำให้กับผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมเท่านั้น  นี่ก็คือเหตุผล

ความหมายของการช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นของสายพุทธ  คือการนำพาท่านจากสภาพของคนธรรมดาสามัญที่ทุกข์ยากที่สุดขึ้นไปสู่ระดับชั้นที่สูงขึ้น  ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานตลอดไ  หลุดพ้นไป  นี่คือความหมายของสายพุทธ  องค์ศากยมุนีมิใช่สั่งสอนให้คนเราบำเพ็ญปฏิบัติธรรมไปสู่นิพพานหรือ  นี่คือความหมายอันแท้จริงของการช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์  หากให้ท่านเสพสุขในสังคมมนุษย์  เงินทองมีมากมาย  เตียงนอนในบ้านของท่านก่อขึ้นมาด้วยเงินทอง  บาปกรรมโทษทัณฑ์อะไรก็ไม่มี  ถ้าเช่นนั้นบอกให้ท่านไปเป็นเทพท่านก็ไม่เอาด้วย  การเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม  สามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของท่านได้  และมีเพียงแต่การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมเท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลงได้

ความสามารถหยั่งรู้อดีตและอนาคตของมนุษย์  รูปแบบของมันเหมือนกับจอโทรทัศน์ขนาดเล็กอยู่บนส่วนของหน้าผาก  บางคนตั้งอยู่ ณ บริเวณหน้าผาก  บางคนอยู่ใกล้หน้าผาก  บางคนอยู่ข้างในของหน้าผาก  บางคนหลับตาก็จะเห็น  หากว่ามันมีอานุภาพแรงกล้า  บางคนลืมตาอยู่ก็มองเห็น  แต่ผู้อื่นมองไม่เห็น  นี่เป็นสิ่งที่อยู่ภายในสนามมิติของเขา  กล่าวคือเมื่อความสามารถพิเศษชนิดนี้เกิดขึ้นแล้ว  ยังจะมีความสามารถพิเศษอีกชนิดหนึ่งที่จะเป็นสื่อนำ  สะท้อนภาพที่เห็นในมิติอื่นมาปรากฏให้เห็น  เราจึงสามารถมองเห็นได้จากตาทิพย์  มองเห็นอนาคตและอดีตของคนได้อย่างแม่นยำ  เรื่องเล็กๆ หรือรายละเอียดซึ่งหมอดูไม่สามารถพยากรณ์ได้  แต่เขากลับสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน  มองเห็นแม้กระทั่งวันเดือนปี  รายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ก็มองเห็นชัดเจน  เพราะว่าสิ่งที่เขามองเห็น  ก็คือภาพสะท้อนอันแท้จริงของคนและวัตถุในต่างมิติ

สำหรับผู้ที่ปฏิบัติหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)  ข้าพเจ้าจะเปิดตาทิพย์ให้ทุกคน  แต่ความสามารถพิเศษอื่นๆ ที่เราพูดถึงในภายหลัง  ก็จะไม่เปิดให้  เมื่อยกระดับชั้นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ความสามารพิเศษหยั่งรู้อดีตและอนาคตก็จะปรากฏออกมาเอง  ในวันข้างหน้าของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของท่านจะประสบกับปรากฏการณ์เช่นนี้  เมื่อความสามารถพิเศษชนิดนี้ปรากฏออกมา  ท่านก็จะทราบว่ามันคืออะไร  ดังนั้นข้าพเจ้าจึงต้องพูดทั้งหลักธรรมและกฎให้ท่านทั้งหลายได้ฟังกัน

ไม่อยู่ในธาตุทั้งห้า  หลุดพ้นตรีภูมิ

อะไรคือ  “ไม่อยู่ในธาตุทั้งห้า  หลุดพ้นตรีภูมิ”  ปัญหานี้พูดไปแล้วล่อแหลมาก  ในอดีตมีอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)มากมายเมื่อพูดถึงปัญหานี้  มักจะถูกผู้ที่ไม่เชื่อในพลังลมปราณ(ชี่กง)เยาะเย้ยถากถางเอาว่า  “พวกท่านฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)มีใครบ้างที่ไม่อยู่ในห้าธาตุ  ใครบ้างที่หลุดพ้นตรีภูมิ”  บางคนไม่ใช่อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)  แต่งตั้งตัวเองเป็นอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)  เมื่อความเข้าใจไม่ชัดเจน  ก็ยังกล้าที่จะคุยอวด  จึงถูกผู้คนปิดปากมามากต่อมาก  สร้างความเสื่อมเสียให้กับวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม  สร้างความสับสนอย่างใหญ่หลวง  เปิดโอกาสให้คนโจมตีพลังลมปราณ(ชี่กง)  ไม่อยู่ในธาตุทั้งห้า  หลุดพ้นตรีภูมิ  เป็นคำพูดในวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม  ที่มาของคำๆ นี้มาจากศาสนา  เกิดขึ้นจากศาสนา  เพราะฉะนั้นเราจึงไม่สามารถพูดถึงปัญหาโดยไม่พูดถึงประวัติความเป็นมา  ไม่พูดถึงสภาพแวดล้อมในสมัยนั้น

อะไรคือไม่อยู่ในห้าธาตุ  ทั้งทฤษฎีฟิสิกส์โบราณของจีนและสมัยใหม่  ต่างยอมรับว่าทฤษฎีธาตุทั้งห้าของจีนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง  ทอง  ไม้  น้ำ  ไฟ  ดิน  ธาตุทั้ง 5 นี้ประกอบขึ้นเป็นสรรพสิ่งในจักรวาลของเรา  นี่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง  เพราะฉะนั้นเราจะมาพูดถึงธาตุทั้งห้า  ที่เราพูดว่าบุคคลผู้นี้ออกจากห้าธาตุ  ในภาษาปัจจุบันความหมายก็คือบุคคลผู้นี้ไม่อยู่ในโลกของวัตถุ  ฟังดูแล้วน่าอัศจรรย์  เรามาลองคิดปัญหากันดู  อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)นั้นย่อมมีพลัง(กง)  ข้าพเจ้าเคยทำการทดสอบมาแล้ว  แม้กระทั่งอาจารย์ท่านอื่นๆ มากมายก็เคยทดสอบ  ทดสอบพลังงานของเขา  เนื่องจากองค์ประกอบของสสารในพลัง(กง)นี้  เครื่องมือมากมายที่เรามีอยู่ในปัจจุบันล้วนสามารถตรวจสอบออกมา  ถ้ามีเครื่องมือชนิดนั้นๆ อยู่  ก็จะสามารถตรวจสอบการคงอยู่ของส่วนประกอบพลัง(กง)ที่อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ปล่อยออกมา  เครื่องมือสมัยนี้สามารถวัดรังสีอินฟราเรด  รังสีอัลตราไวโอเลต  คลื่นเหนือเสียง  คลื่นใต้เสียง  ไฟฟ้า  แรงแม่เหล็ก  รังสีแกมมา  อะตอม  นิวตรอน  อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ล้วนมีสสารเหล่านี้  นอกจากนี้ยังมีสสารบางอย่างที่อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ส่งออกมาแต่ไม่มีเครื่องตรวจวัดได้  ถ้ามีเครื่องมือตรวจวัดก็จะสามารถตรวจพบสสารเหล่านี้  จะพบว่าสสารที่อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ส่งออกมานั้นมากมายมหาศาล

จากผลของสนามแม่เหล็กชนิดพิเศษ  อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)สามารถแผ่รังสีที่จรัสเจิดจ้าออกมา  สวยงามเป็นพิเศษ  แรงพลังยิ่งสูง  สนามพลังงานที่แผ่ออกมาจะยิ่งกว้างใหญ่  คนธรรมดาสามัญก็มีแต่น้อยมาก  เพียงเรืองแสงอ่อนๆ  ในการวิจัยพลังงานสูงทางฟิสิกส์  คนเราเข้าใจว่าพลังงานก็คือนิวตรอนหรืออะตอมจำพวกนี้  อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)มากมายก็เคยทดสอบมาแล้ว  อาจารย์ที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงล้วนเคยถูกทดสอบมาแล้  ข้าพเจ้าเองก็เคยถูกทดสอบมาแล้ว  สิ่งที่ถูกทดสอบได้นั้นมีรังสีแกมมาและนิวตรอนที่ร้อน  ซึ่งมีกำลังเกินกว่ากำลังของการแผ่รังสีของวัตถุปกติประมาณ 80 ถึง 170 เท่า  ถึงตอนนี้เข็มเครื่องวัดวิ่งมาถึงขีดจํากัดแล้ว  และเนื่องจากเข็มเครื่องวัดวิ่งมาถึงสุดขั้วแล้ว  จึงไม่สามารถวัดได้ว่ามีกำลังอยู่เท่าใ กำลังนิวตรอนมากมายมหาศาลเช่นนี้ช่างเหลือเชื่อจริงๆ  มนุษย์เราทำไมจึงสามารถแผ่กำลังนิวตรอนแรงกล้าเช่นนี้ได้  สิ่งนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)มีพลัง(กง)อยู่จริง  มีพลังงานอยู่จริง  ข้อนี้ได้รับการพิสูจน์จากวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาแล้ว

หลุดพ้นจากธาตุทั้งห้า  ก็ต้องเป็นหลักธรรมบำเพ็ญจิตและชีวิต  หากมิใช่หลักธรรมบำเพ็ญจิตและชีวิต  เขาจะมีพลัง(กง)ตามระดับชั้นสูงต่ำของเขาเท่านั้น  การฝึกวิชาที่ไม่มีการบำเพ็ญชีวิต  ก็ไม่มีปัญหานี้  เขาก็จะไม่พูดถึงการหลุดพ้นจากธาตุทั้งห้า  การบำเพ็ญจิตและชีวิต  พลังงานของเขาจะถูกเก็บสะสมไว้ภายในเซลล์ทุกเซลล์ของร่างกาย  พวกเราที่ฝึกพลัง(กง)  เมื่อเริ่มมีพลัง(กง)  พลังงานที่แผ่ออกมาค่อนข้างหยาบ  เป็นเม็ดเป็นก้อน  มีช่องว่าง  ความหนาแน่นไม่มาก  เพราะฉะนั้นอานุภาพจึงไม่แรง  เมื่อระดับชั้นสูงขึ้น  พลังงานจะมีความหนาแน่นมากกว่าโมเลกุลของน้ำนับร้อย  นับพัน  นับร้อยล้านเท่าก็เป็นได้  ระดับยิ่งสูงความหนาแน่นจะยิ่งมากยิ่งละเอียดอ่อน  ยิ่งละเอียดพลังยิ่งสูง  ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้  พลังงานถูกสะสมไว้ในทุก ๆ เซลล์ของร่างกาย  ไม่เฉพาะแต่เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายของเราในมิติวัตถุนี้  ในมิติอื่นๆ ร่างกายของเรา  โมเลกุล  อะตอม  โปรตอน  อิเล็กตรอน  จนกระทั่งอนุภาคที่เล็กที่สุดในเซลล์  ก็จะมีพลังงานเหล่านี้สะสมอยู่  นานๆ เข้า  ร่างกายของเราก็จะเต็มไปด้วยสสารพลังงานสูงทั้งหมด

สสารพลังงานสูงเหล่านี้มีจิตวิญญาณ  มันมีความสามารถในตัว  เมื่อมีมาก  ความหนาแน่นสูง  สะสมจนเต็มในเซลล์ทุกส่วนของร่างกาย  มันจะสามารถควบคุมเซลล์ในร่างกาย  เซลล์ที่ไร้สมรรถภาพที่สุดในร่างกายของเรา  หลังจากเข้าควบคุมแล้ว  ก็จะไม่เกิดการผลิตเซลล์ใหม่เพื่อทดแทนเซลล์เก่า  สุดท้ายก็จะทดแทนเซลล์ทั้งหมดในร่างกายของมนุษย์  แน่นอนข้าพเจ้าพูดขึ้นมาง่าย  แต่การจะบำเพ็ญจนถึงระดับนี้ได้ใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน  เมื่อท่านบำเพ็ญถึงขั้นนี้ เซลล์ในร่างกายของท่านจะถูกสสารพลังงานสูงนี้เข้าทดแทน  ท่านลองคิดดู  ร่างกายของท่านยังคงประกอบด้วยธาตุทั้งห้าอีกหรือไม่  ยังคงเป็นสสารในมิติของเรานี้หรือไม่  มันได้ประกอบขึ้นมาด้วยสสารพลังงานสูงที่รวบรวมมาจากมิติอื่นแล้ว  ส่วนประกอบของกุศลก็คือสสารที่มีอยู่ในมิติอื่นเช่นกัน  มันไม่ถูกควบคุมโดยสนามเวลาในมิติของเรานี้

นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันมีความเห็นว่าเวลามีลักษณะเป็นสนาม  หากไม่อยู่ในขอบข่ายของสนามเวลาก็จะไม่ถูกควบคุมด้วยเวลา  ในอีกมิติหนึ่งความนึกคิดด้านมิติกาลเวลาไม่เหมือนกับของเรา  มันจะสามารถบังคับสสารในมิติอื่นได้อย่างไร  ไม่สามารถก่อให้เกิดผลใดๆ ทั้งสิ้น  พวกเราลองคิดดู  เมื่อถึงเวลานั้นท่านจะยังคงอยู่ในธาตุทั้งห้าหรือ  ท่านยังคงอยู่ในร่างกายของคนธรรมดาอีกหรือ  ไม่ใช่แน่นอน  แต่มีสิ่งหนึ่งซึ่งคนธรรมดาสามัญมองไม่ออก  ถึงแม้ร่างกายของเขาได้เปลี่ยนแปลงมาถึงระดับนี้แล้ว  ยังนับไม่ได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม  เขายังจะต้องบำเพ็ญให้บรรลุชั้นที่สูงขึ้นไปอี  เพราะฉะนั้นเขายังจำเป็นที่จะต้องบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในหมู่คนธรรมดาสามัญต่อไปอีก  จะไม่ให้คนอื่นมองไม่เห็นตัวเขาคงไม่ได้

แล้วต่อไปภายภาคหน้าจะทำอย่างไร  ในขั้นตอนของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของเขา  โมเลกุลของเซลล์ต่างๆ ทั้งหมดของเขาถึงแม้จะถูกสสารพลังงานสูงเข้าทดแทน  ทว่าอะตอมนั้นมีการจัดเรียงลำดับเป็นแบบแผน  แบบแผนของการจัดเรียงลำดับของโมเลกุล  และของนิวเคลียสไม่ได้เปลี่ยนแปลง  การเรียงลำดับของโมเลกุลของเซลล์ในร่างกายก็คงอยู่ในสภาพเดียวกัน  อ่อนนุ่มเมื่อสัมผัส  การเรียงลำดับของโมเลกุลกระดูกมีความหนาแน่นสูง  จึงแข็งเมื่อสัมผัส  ความหนาแน่นของโมเลกุลของโลหิตต่ำมาก  จึงจัดอยู่ในประเภทของเหลว  คนธรรมดาสามัญไม่สามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของท่านจากภายนอก  โมเลกุลของเซลล์ยังคงรักษาสภาพโครงสร้างและการจัดเรียงลำดับตามแบบเดิม  โครงสร้างของมันไม่ได้เปลี่ยนแปลง  แต่ว่าพลังงานข้างในเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว  เพราะฉะนั้นบุคคลผู้นี้ก็จะไม่แก่ชราไปตามธรรมชาติตั้งแต่นั้นไป  เซลล์ของเขาจะไม่ตาย  ด้วยเหตุนี้เขาจะรักษาความหนุ่มสาวได้ตลอดไป  ในระหว่างการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม  คนนั้นจะดูค่อนข้างอ่อนวัย  สุดท้ายจะคงอยู่ในสภาพนี้ตลอด

แน่นอนร่างกายนี้เมื่อเกิดปะทะกับรถยนต์  กระดูกก็ยังอาจจะหักได้  ถูกมีดบาดเลือดก็จะออก  เพราะว่าการเรียงลำดับของโมเลกุลไม่เปลี่ยน  เพียงแต่ไม่ดับสลาย  ไม่แก่ไปตามธรรมชาติ  ไม่มีการทดแทนเซลล์เก่า  นี่ก็คือสิ่งที่เราเรียกกันว่า  การหลุดพ้นห้าธาตุ  ไม่มีอะไรที่เป็นสิ่งงมงาย  สามารถใช้หลักทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์อธิบายได้  บางคนอธิบายได้ไม่ชัดเจนพูดไปโดยไม่มีหลักการ  ผู้คนก็กล่าวหาว่าเขางมงาย  เพราะว่าคำนี้มีต้นกำเนิดมาจากศาสนา  มิใช่เป็นคำศัพท์ที่เกิดจากพลังลมปราณ(ชี่กง)ในปัจจุบัน

อะไรคือการหลุดพ้นตรีภูมิ  ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าได้พูดไว้แล้วว่า  ประการสำคัญของการที่พลัง(กง)ของเราจะเพิ่มหรือไม่  อยู่ที่การบำเพ็ญปฏิบัติจิต(ซินซิ่ง)  หล่อหลอมให้เข้ากับคุณสมบัติพิเศษของจักรวาล  คุณสมบัติพิเศษของจักรวาลก็จะไม่ควบคุมท่าน  จิต(ซินซิ่ง)ของท่านยกระดับสูงขึ้น  องค์ประกอบของกุศลก็แปรผันเป็นพลัง(กง)  เมื่อขยับสูงขึ้นสูงขึ้นจนถึงระดับชั้นสูง  ก็จะก่อเกิดเป็นเสาหลักพลัง(กง)  เสาหลักพลัง(กง)นี้มีความสูงเท่าใด  พลัง(กง)ของท่านก็จะสูงเท่านั้น  มีคำกล่าวอยู่ประโยคหนึ่งว่า  หลักธรรมใหญ่(ต้าฝ่า)ไร้ขอบเขต  ล้วนอาศัยใจท่านบำเพ็ญ  ท่านจะบำเพ็ญได้สูงเพียงใด  อยู่ที่ความอดทนและความสามารถทนทุกข์ของท่าน  สสารสีขาวในตัวท่านใช้หมดแล้ว  สสารสีดำของท่านเมื่อผ่านการทนทุกข์ลำบากก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นสสารสีขาวได้  ถ้ายังไม่พอใช้  ญาติสนิทมิตรสหาย  เขาไม่บำเพ็ญปฏิบัติธรรม  ท่านช่วยแบกรับกรรมให้เขา  พลัง(กง)ของท่านก็จะเพิ่มสูงขึ้น  นี่หมายถึงผู้ที่บำเพ็ญปฏิบัติธรรมถึงระดับชั้นสูงมากแล้ว  คนธรรมดาสามัญบำเพ็ญปฏิบัติธรรม  อย่าได้คิดไปรับเคราะห์กรรมแทนญาติสนิทของท่า  กรรใหญ่เช่นนั้นคนทั่วไปจะบำเพ็ญไม่สำเร็จ  นี่ข้าพเจ้าพูดถึงกฎในระดับชั้นที่ต่างกัน

ตรีภูมิที่กล่าวกันในศาสนา  คือสวรรค์ 9 ชั้นหรือ 33 ชั้น  ก็คือสวรรค์  บนโลก  และยมโลก  ประกอบขึ้นเป็นสรรพชีวิตในตรีภูมิ  เขาพูดกันว่าภายในสวรรค์ 33 ชั้น  สรรพชีวิตต้องเวียนว่ายตายเกิด (วัฏสงสาร)  หมายถึงชาตินี้เกิดมาเป็นคน  ชาติหน้าอาจเป็นสัตว์ก็ได้  พุทธศาสนาสอนไว้ว่า  ในช่วงชีวิตที่ยังมีอยู่  ไม่บำเพ็ญแล้วจะบำเพ็ญเมื่อใด  เพราะว่าสัตว์ไม่ได้รับอนุญาตให้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม  ไม่ได้รับอนุญาตให้ฟังธรรม  แม้บำเพ็ญธรรมแล้วก็ไม่ได้มรรคผล  หากมีพลัง(กง)สูงยังจะต้องถูกสวรรค์พิฆาต  หลายร้อยปียังไม่ได้เรือนร่างมนุษย์  เป็นพันปีถึงจะได้มาซึ่งเรือนร่างมนุษย์  ได้ร่างมนุษย์แล้วท่านก็ยังไม่รู้จักทะนุถนอม  หากท่านไปเกิดใหม่เป็นก้อนหิน  หมื่นปีหินก้อนนั้นคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงไม่แตกสลาย  ไม่ผันแปรไปตามดินฟ้าอากาศ  ท่านก็ไม่สามารถไปเกิดใหม่ได้  การได้มาซึ่งเรือนร่างมนุษย์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย  มีโอกาสได้รับหลักธรรมใหญ่  นับว่าคนๆ นี้โชคดีมากๆ  เรือนร่างมนุษย์ได้มายากลำบาก  นี่ก็คือเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้

การฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)ของเราเน้นเรื่องระดับชั้น  ระดับชั้นขึ้นอยู่กับการบำเพ็ญธรรมของตนเอง  หากท่านคิดจะบำเพ็ญให้หลุดพ้นตรีภูมิ  เสาหลักพลัง(กง)ของท่านจะต้องสูงมากๆ  ท่านมิใช่หลุดพ้นตรีภูมิแล้วหรือ  บางคนนั่งสมาธิ  เมื่อจิตหลักออกจากร่าง  ชั่วพริบตาก็จะขึ้นไปสูงมาก  ผู้ฝึกบางคนเขียนมาเล่าประสบการณ์ให้ข้าพเจ้าฟังว่า  อาจารย์  ผมขึ้นไปถึงสวรรค์ไม่ทราบว่ากี่ชั้นด้วยกัน  ผมมองเห็นทัศนียภาพต่างๆ นานา  ข้าพเจ้าจึงตอบว่า  ลองขึ้นไปอีกซิ  เขาตอบว่า  ผมขึ้นไปไม่ไหวแล้ว  ไม่กล้าขึ้นไป  ขึ้นไปอีกไม่ไหวจริงๆ  ทำไมจึงเป็นเช่นนั้  เพราะว่าเสาหลักพลัง(กง)ของเขามีความสูงเพียงเท่านั้น  เขานั่งเสาหลักพลัง(กง)ของเขาขึ้นไ  นี่ก็คือมรรคผลที่กล่าวกันในพุทธศาสนา  บำเพ็ญธรรมได้มรรคผลเพียงเท่านั้น  แต่ว่าพูดถึงผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมแล้ว  ยังไม่ถึงจุดสูงสุดของมรรคผล  เขายังจะสามารถบรรลุสูงขึ้นไป  สูงขึ้นไปได้อีกอย่างต่อเนื่อง  เสาหลักพลัง(กง)ของท่านสามารถทะลุผ่านเส้นแบ่งเขตตรีภูมิไปได้  ท่านมิเท่ากับหลุดพ้นตรีภูมิแล้วหรือ  เราได้ลองตรวจสอบดู  พบว่าตรีภูมิที่ศาสนากล่าวถึง  เป็นเพียงขอบเขตในวงโคจรของดาวนพเคราะห์  บางคนพูดถึงดาวเคราะห์ใหญ่ 10 ดวง  ข้าพเจ้าขอชี้แจงว่ามันไม่มีอยู่จริง  ในอดีตอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)เหล่านั้น  ข้าพเจ้าเห็นว่าบางท่านเสาหลักพลัง(กง)ได้ทะลุออกนอกเส้นทางช้างเผือก  สูงมากๆ เขาหลุดพ้นตรีภูมิไปนานแล้  การหลุดพ้นตรีภูมิที่ข้าพเจ้าพูดถึง  ความจริงก็คือเรื่องของระดับชั้น

เรื่องเกี่ยวกับการแสวงหา

มีคนไม่น้อยที่เข้ามาบำเพ็ญปฏิบัติธรรมโดยมีจิตยึดติดที่จะแสวงหา  บ้างต้องการแสวงหาความสามารถพิเศษ  บ้างต้องการฟังทฤษฎี  บ้างต้องการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ  บ้างคิดจะได้ธรรมจักร(ฝ่าหลุน)  มีสภาพจิตต่างๆ นานา  บางคนพูดว่า  ในครอบครัวยังมีสมาชิกที่ยังไม่ได้มาเข้าร่วมชั้นเรียน  ขอธรรมจักร(ฝ่าหลุน)จากข้าพเจ้าโดยจะจ่ายค่าเล่าเรียนให้บ้าง  เราผ่านมาแล้วไม่รู้กี่ชั่วคน  ผ่านประวัติศาสตร์อันยาวนาน  พูดออกมาเป็นตัวเลขแล้วน่าตกใจ  สิ่งที่ก่อกำเนิดขึ้นมาเป็นเวลาอันยาวนานเช่นนี้  ท่านคิดว่าเพียงเสียเงินไม่กี่สิบหยวนก็จะสามารถซื้อธรรมจักร(ฝ่าหลุน)ได้หรือ  แล้วทำไมเราจึงให้กับทุกคนได้โดยไม่มีเงื่อนไข  ทั้งนี้เพราะว่าท่านต้องการเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม  จิตใจดวงนี้ใช้เงินเท่าไรก็ซื้อไม่ได้  จิตพุทธส่องประกายออกมา  เราจึงทำให้ท่านเช่นนี้ได้

ท่านที่มีจิตยึดติดกับการแสวงหา  ตั้งใจมาเพื่อสิ่งนี้หรือ  ท่านคิดอะไร ธรรมกายของข้าพเจ้าในอีกมิติหนึ่งสามารถรู้ได้ทุกอย่าง  เพราะว่าความนึกคิดเกี่ยวกับกาลเวลาทั้งสองมิติไม่เหมือนกัน  มองจากอีกมิติหนึ่งความคิดของท่านที่ก่อตัวขึ้นจะเป็นไปอย่างเชื่องช้า  ก่อนที่ท่านจะคิด  เขาก็สามารถล่วงรู้  เพราะฉะนั้นท่านจะต้องสลัดความคิดที่ไม่ถูกต้องเหล่านี้ไปเสีย  สายพุทธเน้นเรื่องบุญวาสนา  ทุกคนมา ณ ที่นี้เพราะบุญวาสนานำพา  ได้สิ่งที่ท่านควรจะได้  เพราะฉะนั้นท่านจะต้องทะนุถนอม  จิตไม่ควรยึดติดกับการแสวงหาใดๆ

ในอดีตการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในศาสนา  สายพุทธพูดถึงความว่างเปล่า  ไม่คิดสิ่งใด  เข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์  สายเต๋าเน้นความไม่มี  อะไรก็ไม่มี  ไม่ต้องการและไม่แสวงหา  ผู้ฝึกพลัง(กง)พูดว่า  ตั้งใจฝึกพลัง(กง)  โดยจิตไม่หวังได้พลัง(กง)  บำเพ็ญปฏิบัติธรรมโดยไม่หมายมั่น  เพียงเน้นการบำเพ็ญปฏิบัติจิต(ซินซิ่ง)ของท่าน  ระดับของท่านก็สามารถจะทะลุสูงขึ้น  ท่านย่อมได้ในสิ่งที่ควรได้  ท่านไม่ปล่อยวาง  มิเป็นจิตยึดติดหรือ  ณ ที่นี้เราถ่ายทอดหลักธรรมในระดับชั้นสูงเช่นนี้  แน่นอนข้อกำหนดทางด้านจิต(ซินซิ่ง)ของท่านก็ต้องสูง  เพราะฉะนั้นท่านมาศึกษาหลักธรรมต้องไม่ตั้งจิตแสวงหา

เพื่อเป็นการรับผิดชอบต่อพวกเรา  ข้าพเจ้าจะนำท่านไปสู่ทางที่ถูกต้อง  จะต้องอธิบายหลักธรรมนี้ให้ท่านฟังอย่างถ่องแท้  เวลาคนแสวงหาตาทิพย์  ตาทิพย์จะปิดตัวเอง  และปิดล้อมตัวท่านเอาไว้  ข้าพเจ้าขอบอกกับพวกเรา  ในขณะที่เราบำเพ็ญปฏิบัติหลักธรรมในภพ  ความสามารถพิเศษต่างๆ ที่เกิดขึ้นล้วนเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด  เวลานี้เราเรียกว่าความสามารถพิเศษ  มันจะบังเกิดผลควบคุมคนธรรมดาสามัญได้  ก็เพียงในมิติปัจจุบันของเรานี้เท่านั้น  ความสามารถและศาสตร์เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ท่านแสวงหาไปเพื่ออะไร  แสวงหากันไปมา  เมื่อถึงขั้นหลักธรรมนอกภพ  ในอีกมิติหนึ่งก็จะไม่บังเกิดผลใดๆ  เมื่อเราบำเพ็ญปฏิบัติธรรมจนหลุดพ้นหลักธรรมในภพ